ไขปัญหา ร้อยเรื่องลดหย่อน ปีภาษี 2560

 
ร้อยเรื่องลดหย่อน ปีภาษี2560

ค่าลดหย่อนส่วนตัวและคู่สมรส 2560
หมวดค่าลดหย่อนส่วนตัวและคู่สมรส
1. ชื่อเรื่อง : สามีไม่มีเงินได้ภริยานำไปหักลดหย่อนได้

คำถาม : ภริยามีเงินได้ แต่สามีไม่มีเงินได้ หักลดหย่อนอย่างไร และแจ้งว่ารวมหรือแยกยื่น

คำตอบ : ภริยาหักลดหย่อนฐานะผู้มีเงินได้ 60,000 บาทและหักลดหย่อนสามีได้อีก 60,000 บาท รวมเป็น 120,000 บาท และในการยื่นแบบให้แจ้งสถานะคู่สมรสไม่มีเงินได้


2. ชื่อเรื่อง : ภริยามีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารไม่ได้แยกยื่นแบบแสดงรายการสามีนำมาหักลดหย่อนได้

คำถาม : ภริยามีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วร้อยละ 15 สามีนำภริยามาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้หรือไม่

คำตอบ : ได้ กรณีภริยามีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก โดยได้เสียภาษีไว้แล้วร้อยละ 15 และประสงค์จะนำเงินดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีกับสามี โดยสามีเลือกที่จะไม่นำเงินได้ดอกเบี้ยดังกล่าวมารวมคำนวณกับเงินได้อื่น สามีสามารถนำภริยามาหักลดหย่อนในฐานะคู่สมรสของผู้มีเงินได้จำนวน 60,000 บาท



3. ชื่อเรื่อง : ภริยามีเงินได้จากเงินปันผลไม่ได้แยกยื่นแบบแสดงรายการสามีนำมาหักลดหย่อนได้

คำถาม : ภริยามีเงินได้จากเงินปันผลถูกผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ร้อยละ 10 สามีนำภริยามาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้หรือไม่

คำตอบ : ได้ กรณีภริยามีเงินได้จากเงินปันผล โดยได้เสียภาษีไว้แล้วร้อยละ 10 และประสงค์จะนำเงินดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีกับสามี โดยสามีเลือกที่จะไม่นำเงินเงินปันผลดังกล่าวมารวมคำนวณกับเงินได้อื่น สามีสามารถนำภริยามาหักลดหย่อนในฐานะคู่สมรสของผู้มีเงินได้จำนวน 60,000 บาท



4. ชื่อเรื่อง : สามีภริยาแต่งงานแต่มิได้จดทะเบียนสมรส หักลดหย่อนคู่สมรสไม่ได้

คำถาม : นาย ก. และ น.ส. ข. ได้สมรสแต่มิได้จดทะเบียนสมรส จะหักลดหย่อนคู่สมรสได้หรือไม่

คำตอบ : ไม่ได้ กรณีสามีภริยามิได้จดทะเบียนสมรสถือว่าสถานภาพในการยื่นแบบแสดงรายการ "โสด"ไม่สามารถหักลดหย่อนคู่สมรส

ค่าลดหย่อนบุตร 2560
หมวดค่าลดหย่อนบุตร
1. ชื่อเรื่อง : หลักเกณฑ์การหักลดหย่อนบุตร

คำถาม : การหักลดหย่อนบุตรต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำตอบ : ตั้งแต่ปีภาษี 2560 การหักลดหย่อนบุตร ตามมาตรา 47(1)(ค)(ฉ) และ (3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 5มาตรา 6 และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 มีรายละเอียดดังนี้

1. บุตรที่มีสิทธิหักลดหย่อนได้แก่ บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้หรือของคู่สมรส และบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้
(1) เป็นผู้เยาว์
- อายุไม่ถึง 20 ปี (มาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) หรือ
- ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส (มาตรา 20 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) หรือ
(2) มีอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือ ชั้นอุดมศึกษา (ระดับอนุปริญญาขึ้นไป) รวมถึงการศึกษาในหลักสูตรเนติบัณฑิต หรือ
(3) บุตรที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ และ
(4) ไม่มีเงินได้พึงประเมิน ไม่รวมเงินได้ที่ได้รับยกเว้น ตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ในปีภาษีที่หักลดหย่อนถึง 30,000 บาท และต้องอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้

2. จำนวนเงินที่มีสิทธิหักลดหย่อน
(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท
(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 3 คน
หมายเหตุ การหักลดหย่อนบุตรตาม (1) และ (2) ให้หักลดหย่อนโดยไม่มีค่าการศึกษาอีก เนื่องจากถูกยกเลิกโดยมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560

3. จำนวนบุตรที่มีสิทธิหักลดหย่อน
ในกรณีผู้มีเงินได้มีทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายและบุตรบุญธรรม ให้นำบุตรชอบด้วยกฎหมายทั้งหมดมาหักก่อน แล้วจึงนำบุตรบุญธรรมมาหัก
เว้นแต่ — ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรชอบด้วยกฎหมายที่มีชีวิตอยู่รวมเป็นจำนวนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จะนำบุตรบุญธรรมมาหักไม่ได้
— แต่ถ้าบุตรชอบด้วยกฎหมายมีจำนวนไม่ถึง 3 คน ให้นำบุตรบุญธรรมมาหักได้ โดยเมื่อรวมกับบุตรชอบด้วยกฎหมายแล้วต้องไม่เกิน 3 คน

4. การนับจำนวนบุตร
ให้นับเฉพาะบุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุมากน้อยเรียงกันไป โดยให้นับรวมทั้งบุตรที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการลดหย่อน (บรรลุนิติภาวะ) ด้วย (บุตรฝาแฝดที่คลอดออกมาก่อนถือเป็นบุตรที่มีอายุสูงกว่า)

5. ให้หักลดหย่อนได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีจะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่

6. กรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้หักลดหย่อนได้เฉพาะบุตรที่อยู่ในประเทศไทย

7. กรณีบุตรบุญธรรมต้องได้รับการจดทะเบียนรับรองเป็นบุตรบุญธรรม โดยผู้ที่จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมจะเป็นผู้มีสิทธิหักลดหย่อน โดยเริ่มหักได้ตั้งแต่ปีภาษีที่จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ส่วนบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายเดิมของบุตรคนนั้น ไม่สามารถหักลดหย่อนได้อีก



2. ชื่อเรื่อง : บุตรชอบด้วยกฎหมาย 4 คน ให้หักลดหย่อนบุตรได้ทั้งหมด

คำถาม : มีบุตรชอบด้วยกฎหมาย 4 คน และมีชีวิตอยู่ทั้งหมด จะนำบุตรมาหักลดหย่อนได้ทั้งหมดหรือไม่

คำตอบ : หักลดหย่อนบุตรได้ทั้งหมด 4 คน เป็นบุตรที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ได้รับการหักลดหย่อนเพราะการหักลดหย่อนบุตรตั้งปีภาษี 2560 สามารถหักลดหย่อนบุตรได้ไม่จำกัดจำนวน โดยหักบุตรได้คนละ 30,000 บาท รวมเป็น 120,000 บาท ตาม มาตรา 47(1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร



3. ชื่อเรื่อง : บุตร 4 คน และมีบุตรบุญธรรมอีก 1 คนรวมเป็น 5 คน ให้หักลดหย่อนบุตรได้ 4 คน

คำถาม : มีบุตร 4 คน และมีบุตรบุญธรรมอีก 1 คน จะนำบุตรมาหักลดหย่อนได้ทั้งหมดหรือไม่

คำตอบ : สามารถหักลดหย่อนบุตรได้ทั้งหมด 4 คน เป็นบุตรที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ได้รับการหักลดหย่อนเพราะการหักลดหย่อนบุตรตั้งปีภาษี 2560 สามารถหักลดหย่อนบุตรได้ไม่จำกัดจำนวน โดยหักบุตรได้คนละ 30,000 บาท รวมเป็น 120,000 บาท ตาม มาตรา 47(1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับบุตรบุญธรรมไม่สามารถหักลดหย่อนได้อีกเนื่องจากเมื่อนำบุตรบุญธรรมมารวมกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วเกินสามคน


4. ชื่อเรื่อง : บุตร 2 คน และมีบุตรบุญธรรมอีก 1 คน รวมเป็น 3 คน ให้หักลดหย่อนบุตรได้ 3 คน

คำถาม : มีบุตร 2 คน และมีบุตรบุญธรรมอีก 1 คน จะนำบุตรมาหักลดหย่อนได้ทั้งหมดหรือไม่

คำตอบ : สามารถหักลดหย่อนบุตรได้ทั้งหมด 3 คน เป็นบุตรที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ได้รับการหักลดหย่อนเพราะการหักลดหย่อนบุตรตั้งปีภาษี 2560 สามารถหักลดหย่อนบุตรได้ไม่จำกัดจำนวน และสามารถหักลดหย่อนบุตรบุญธรรมได้อีก 1 คน เนื่องจากเมื่อรวมบุตรบุญธรรมดาแล้วไม่เกินสามคน ดังนั้น สามารถหักบุตรได้คนละ 30,000 บาท รวมเป็น 90,000 บาท ตาม มาตรา 47(1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร



5 . ชื่อเรื่อง : บุตรที่อยู่เนอร์สเซอรี่ หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท

คำถาม : บุตรที่อยู่เนอร์สเซอรี่ สามารถนำมาหักลดหย่อนบุตรและการศึกษาบุตรได้หรือไม่

คำตอบ : ตั้งแต่ปีภาษี 2560 เป็นต้นไป ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกิน 25 ปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไปโดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร
ดังนั้น บุตรที่อยู่เนอร์สเซอรี่ จึงสามารถหักลดหย่อนในฐานะบุตร ตามมาตรา 47(1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ จำนวน 30,000 บาท ได้ ตามมาตรา 47(1)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร




6 . ชื่อเรื่อง : บุตรจบการศึกษาระหว่างปี ไม่ได้ทำงาน นำมาหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท

คำถาม : สามีภริยาสามารถนำบุตรที่ไม่มีเงินได้และจบการศึกษาระหว่างปีมาหักลดหย่อนได้หรือไม่

คำตอบ : การหักลดหย่อนบุตรให้หักได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม ตามมาตรา 47(1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากรแต่มิให้หักลดหย่อนบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไปโดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร




7 . ชื่อเรื่อง : บุตรผู้เยาว์มีเงินปันผลนำมาหักลดหย่อนได้

คำถาม : บุตรผู้เยาว์ของนาย ว. มีเงินได้พึงประเมินเป็นเงินปันผลจำนวน 2,000,000 บาท นาย มีสิทธิหักค่าลดหย่อนบุตรผู้เยาว์ ได้หรือไม่

คำตอบ : หากบุตรของนาย ว. เป็นบุตรผู้เยาว์มีเงินได้ประเภทเงินปันผลจำนวน 2,000,000 บาท โดยไม่มีเงินได้ประเภทอื่นอีก ถือว่าเงินได้ของบุตรผู้เยาว์เป็นเงินได้พึงประเมินของนาย ว. ผู้เป็นบิดา ตามมาตรา 40(4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร นาย ว. มีหน้าที่ต้องนำเงินปันผลดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีในนามของตน โดยนิตินัยเป็นผลเท่ากับบุตรผู้เยาว์ไม่มีเงินได้ ดังนั้น นาย ว. มีสิทธินำบุตรผู้เยาว์ดังกล่าวมาหักลดหย่อนได้ตามมาตรา 47(1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร




8 . ชื่อเรื่อง : บุตรบรรลุนิติภาวะมีเงินปันผลนำมาหักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : บุตรบรรลุนิติภาระของนาย ว. มีเงินได้พึงประเมินเป็นเงินปันผลจำนวน 2,000,000 บาท นาย ว. มีสิทธิหักค่าลดหย่อนบุตร ได้หรือไม่

คำตอบ : หากบุตรของนาย ว. เป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ตามมาตรา 19 และ 20 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีเงินได้ประเภทเงินปันผลจำนวน 2,000,000 บาท โดยไม่มีเงินได้ประเภทอื่นอีก เงินปันผลดังกล่าวเป็นเงินได้ พึงประเมินของบุตร ดังนั้น บุตรผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร นาย ว. ไม่มีสิทธินำบุตรดังกล่าวมาหักลดหย่อนได้ตามมาตรา 47(1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร




9 . ชื่อเรื่อง : บุตรผู้เยาว์มีเงินได้จากรางวัลชิงโชค นำมาหักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : บุตรชายของนาย ป. ได้รับรางวัลทองคำหนัก 100 บาท นาย ป. พร้อมด้วยภริยาและบุตรได้เดินทางไปรับรางวัลที่บริษัทฯ มูลค่าของทองคำที่เด็กชาย ค. ได้รับคิดเป็นเงินจำนวน 840,000 บาท บริษัทฯ ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5.0 ของมูลค่ารางวัลที่ได้รับเป็นเงินจำนวน 42,000 บาท นาย ป.จะหักลดหย่อนบุตรได้หรือไม่

คำตอบ : นาย ป. ไม่มีสิทธินำบุตรมาหักลดหย่อนภาษี เนื่องจากบุตรมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป ตามมาตรา 47(1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเด็กชาย ค. ผู้มีเงินได้พึงประเมินจากเงินรางวัล จะต้องยื่นแบบแสดงรายการโดยเป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นตัวแทนในการชำระภาษีแทนผู้เยาว์


10. ชื่อเรื่อง : บุตรเกิดวันที่ 29 ธันวาคม 2560 มีอายุเพียง 3 วัน นำมาหักลดหย่อนได้

คำถาม : นาย ก และ นาง จ สถานภาพสมรส มีบุตรเกิดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2560 อายุเพียง 3 วัน บิดามารดาจะนำบุตรมาหักลดหย่อนบุตรได้หรือไม่

คำตอบ : นาย ก. และ นาง จ ในฐานะผู้มีเงินได้ สามารถหักลดหย่อนบุตรชอบด้วยกฎหมายให้หักได้ตลอดปี ไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ โดยหักบุตรได้ฝ่ายละ 30,000 บาท


11. ชื่อเรื่อง : บุตรผู้เยาว์เสียชีวิตระหว่างปี นำมาหักลดหย่อนได้

คำถาม : บิดา/มารดาสามารถนำบุตรผู้เยาว์ที่เสียชีวิตระหว่างปีภาษีไปหักค่าลดหย่อนบุตรได้หรือไม่

คำตอบ : การหักลดหย่อนบุตรให้หักได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตามตามมาตรา 47(1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร บิดามารดาจึงหักลดหย่อนบุตรได้จำนวนคนละ 30,000 บาท


ค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดา/มารดา 2560
หมวดค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดา/มารดา

1. ชื่อเรื่อง : หลักเกณฑ์การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา/มารดา

คำถาม : การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา/มารดาต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำตอบ : การหักค่าลดหย่อนบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ตามมาตรา 47(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร มีหลักเกณฑ์ดังนี้ ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136)
1. หักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
2. บิดามารดามีอายุ 60 ปีขึ้นไป และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ (ไม่จำเป็นต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกันกับผู้มีเงินได้)
3. บิดามารดามีเงินได้พึงประเมิน ไม่เกิน 30,000 บาท
4. ผู้มีเงินได้ต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดา เช่น บิดามารดาจดทะเบียนสมรส / บิดาจดทะเบียน รับรองบุตร (หมายเหตุ บุตรบุญธรรม ไม่สามารถหักลดหย่อนบิดามารดาบุญธรรมได้)
5. หากผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในไทย ให้หักลดหย่อนได้เฉพาะบิดามารดาที่อยู่ในไทย
6. ผู้มีเงินได้ต้องระบุเลขประจำตัวประชาชนของบิดามารดา ในแบบแสดงรายการฯ ด้วย
7. หลักฐานการหักลดหย่อนบิดามารดา
หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (แบบ ล.ย.03) เป็นภาษาไทย (หมายเหตุ ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศต้องมีคำแปลภาษาไทยด้วย)
8. กรณีบิดามารดามีบุตรหลายคน ให้บุตรเพียงคนเดียวที่มีหนังสือรับรองฯ (แบบ ล.ย.03) เป็นผู้มีสิทธิหักลดหย่อน
9. การหักค่าลดหย่อนบิดามารดา ให้หักได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่จะหักลดหย่อนได้นั้น จะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่


2.ชื่อเรื่อง : มารดาไม่มีเงินได้ บิดาใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนมารดาในฐานะคู่สมรส บุตรผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูมารดาได้

คำถาม : สามีมีเงินได้ แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีได้นำภริยามาหักค่าลดหย่อน 60,000 บาท ในฐานะคู่สมรส บุตรมีเงินได้ได้นำมารดามาหักค่าลดหย่อนในฐานะบุพการีอีก 30,000 บาท กรณีนี้สามารถหักค่าลดหย่อนในฐานะคู่สมรสและฐานะมารดาของผู้มีเงินได้ ใช่หรือไม่

คำตอบ : บุตรมีเงินได้สามารถนำมารดามาหักค่าลดหย่อนในฐานะบุพการีได้อีก 30,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136)


3. ชื่อเรื่อง : บิดา/มารดาตายในระหว่างปีภาษีนำมาหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาได้

คำถาม : กรณีบิดามารดาถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี (เช่น ตายในเดือนกันยายน 2560) หรือก่อนการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 บุตรจะใช้สิทธิหักลดหย่อนบิดามารดาได้หรือไม่

คำตอบ : กรณีบิดามารดาตายในระหว่างปีภาษี หรือก่อนการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ให้บุตรเพียงคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิหักลดหย่อนได้โดยแนบ แบบ ล.ย.03 และสำเนาใบมรณะบัตร พร้อมกับการยื่นแบบฯ


4. ชื่อเรื่อง : บิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวนำมาหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาได้

คำถาม : กรณีบิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าว บุตรสามารถนำมาหักลดหย่อนคนละ 30,000 บาท ได้หรือไม่ ถ้าได้จะใช้หนังสือทะเบียนต่างด้าวใช่หรือไม่ เพราะคนต่างด้าวไม่มีบัตรประชาชน

คำตอบ : การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดาหรือมารดาที่เป็นคนต่างด้าว หากเข้าหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136) และได้ขอมีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประกอบแบบหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (แบบ ล.ย.03) ใช้เป็นหลักฐานประกอบการหักลดหย่อนได้


5. ชื่อเรื่อง : คู่สมรส บุตรและบุพการีที่อยู่ต่างประเทศ ของผู้มีเงินได้ชาวต่างชาติซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศหักลดหย่อนได้

คำถาม : ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานบริษัทในไทยเกิน 180 วัน มีเงินได้ประเภทเงินเดือน ภริยา บุตร บุพการี อยู่ต่างประเทศไม่มีเงินได้ บุตรเรียนหนังสือที่ต่างประเทศและบุพการีอายุเกิน 60 ปี มีสิทธิหักลดหย่อนภริยา บุตร และบุพการี ได้เท่าใด

คำตอบ : กรณีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในไทยเกิน 180 วัน ถือว่าผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในไทย สามารถหักลดหย่อนภริยาได้ ไม่ว่าภริยาจะอยู่ในไทยหรืออยู่ต่างประเทศ โดยหักลดหย่อนภริยาได้จำนวน 60,000 บาท และสามารถหักลดหย่อนบุตรได้ ไม่ว่าบุตรจะอยู่ในไทยหรืออยู่ต่างประเทศโดยหักลดหย่อนบุตรได้อีกคนละ 30,000 บาท ทั้งนี้ ตามมาตรา 47(1)(ข) และ (ค) แห่งประมวลรัษฎากร
สำหรับการหักลดหย่อนบิดามารดาของผู้มีเงินได้ชาวต่างชาติจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136) โดยบิดามารดาจะต้องมีเลขประจำตัวประชาชน ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ประกอบแบบหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (แบบ ล.ย.03) ด้วย หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก็ไม่สามารถหักลดหย่อนบิดามารดาได้


6. ชื่อเรื่อง : มารดาเป็นข้าราชการบำนาญ แต่บิดาไม่มีเงินได้ หักลดหย่อนบิดาได้

คำถาม : มารดาเป็นข้าราชการบำนาญ แต่บิดาไม่มีเงินได้บุตรสามารถนำบิดามาหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่
คำตอบ : บุตรสามารถนำบิดามาหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูได้จำนวน 30,000 บาท เนื่องจากบิดาไม่มีเงินได้พึงประเมิน


7 . ชื่อเรื่อง : ผู้มีเงินได้เป็นบุตรบุญธรรม หักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ได้
คำถาม : กรณีเป็นบุตรบุญธรรม สามารถนำบิดามารดาผู้รับเป็นบุตรบุญธรรมมาหักลดหย่อนได้หรือไม่

คำตอบ : บุตรบุญธรรมไม่สามารถนำบิดามารดาซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมมาหักลดหย่อนได้ เพราะการหักค่าลดหย่อนในกรณีนี้ผู้มีเงินได้ต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น (ไม่รวมบุตรบุญธรรม)


8 . ชื่อเรื่อง : ภริยามีเงินได้แยกยื่นเสียภาษี สามีหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของภริยาไม่ได้

คำถาม : กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้ง 2 คน และความเป็นสามีภริยามีอยู่ตลอดปีภาษี โดยภริยาใช้สิทธิมีเงินได้แยกคำนวณภาษี บิดามารดาของภริยาสามารถนำมาหักลดหย่อนในช่องการคำนวณของสามีได้หรือไม่ เนื่องจากภริยามีเงินได้น้อย ไม่

คำตอบ : หากสามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และภริยาใช้สิทธิแยกคำนวณภาษีเงินได้โดยแยกยื่นแบบแสดงรายการ กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตนได้คนละ 30,000 บาท สามีจึงไม่สามารถหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของภริยา


9 . ชื่อเรื่อง : ผู้มีเงินได้อุปการะเลี้ยงดูมารดาของอดีตสามีหักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : กรณีสามีได้ทำการหย่าจากภริยาแล้วก่อนที่สามีจะเสียชีวิต แต่ปัจจุบันภริยายังต้องเลี้ยงดูมารดาของสามี กรณีนี้ลดหย่อนได้หรือไม่อย่างไร

คำตอบ : 1. กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ ในปีที่หย่าหรือเสียชีวิต ผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของคู่สมรสได้ ตามมาตรา 47(1) แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 230) โดยหักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
2. ในปีต่อไป ความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลงด้วยความตายหรือการหย่า ตามมาตรา 1501 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ภริยาไม่มีสิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของอดีตสามีได้


10 . ชื่อเรื่อง : บิดามารดามีรายได้จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และมีกำไรจากการซื้อขายหุ้นหักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : กรณีบิดามารดามีอายุเกิน 60 ปี ไม่มีเงินได้ประจำ แต่มีการซื้อขายในตลาดหุ้นและมีกำไรจากการซื้อขาย ถือเป็นเงินได้ของบิดามารดาหรือไม่ และสามารถนำมาหักลดหย่อนบิดามารดาได้หรือไม่

คำตอบ : กำไรที่ได้จากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นเงินได้ของบิดามารดา หากมีจำนวนไม่เกิน 30,000 บาทในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อน ผู้มีเงินได้สามารถนำบิดามารดามาหักลดหย่อนได้


11 . ชื่อเรื่อง : บิดามารดามีชื่ออยู่ในคณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญ ถ้าได้รับส่วนแบ่งกำไรเกิน 30,000 บาท หักค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาไม่ได้

คำถาม : บิดามารดา อายุเกิน 60 ปี มีชื่ออยู่ในคณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญ และมีรายได้เกิน 30,000 บาท บุตรสามารถหักลดหย่อนสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาได้หรือไม่

คำตอบ : กรณีบิดามารดา อายุเกิน 60 ปี มีชื่ออยู่ในคณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญ บุตรสามารถนำบิดามารดามาหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาได้ ตามมาตรา 47(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเงินได้ของคณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามคณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญ
หากคณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญนำเงินได้มาแบ่งกันตามส่วน โดยแต่ละคนมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อนเกิน 30,000 บาท ขึ้นไป บุตรไม่สามารถนำบิดามารดามาหักลดหย่อน สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา เนื่องจากกฎหมายมิได้กำหนดว่า เงินได้พึงประเมินของบิดามารดาจะต้องมิใช่เงินได้ที่ได้รับยกเว้น ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136)แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 230)


12 . ชื่อเรื่อง : พี่น้องหลายคนลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ใช้สิทธิได้เพียงคนเดียว

คำถาม : กรณีบิดามารดามีบุตรที่ดูแลเลี้ยงดูบิดามารดาหลายคน บุตรจะสามารถนำมาหักลดหย่อนสลับกันคนละปีได้หรือไม่

คำตอบ : กรณีผู้มีเงินได้หลายคนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาคนเดียวกัน ให้ผู้มีเงินได้คนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวที่มีหลักฐานรับรองการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาเป็นผู้มีสิทธิหักลดหย่อนดังกล่าวในแต่ละปีภาษีได้ โดยใช้แบบหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (แบบ ล.ย.03) เป็นหลักฐานประกอบการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


13 . ชื่อเรื่อง : บิดามารดาไม่ได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกันกับผู้มีเงินได้ หักลดหย่อนได้

คำถาม : การหักลดหย่อนสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา บิดามารดาต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกันหรือไม่

คำตอบ : การหักลดหย่อนบิดามารดาไม่ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกันกับผู้มีเงินได้ หากเข้าหลักเกณฑ์ก็สามารถหักลดหย่อนได้


14 . ชื่อเรื่อง : ลดหย่อนบิดามารดา ปีนี้ใช้สิทธิลดหย่อนบิดา ปีหน้าจะใช้สิทธิลดหย่อนมารดา ได้

คำถาม : การหักลดหย่อนสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา หากปีภาษีก่อนใช้สิทธิลดหย่อนบิดา ถ้าในปีต่อไปจะเปลี่ยนมาใช้สิทธิมารดาโดยให้พี่หรือน้องใช้สิทธิลดหย่อนบิดา ทำได้หรือไม่

คำตอบ : การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ผู้มีเงินได้ที่เป็นบุตรสามารถตกลงกันเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนในแต่ละปีภาษี ได้


ค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ/ทุพลภาพ 2560
หมวดค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ/ทุพลภาพ


1. ชื่อเรื่อง : หลักเกณฑ์การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ/ทุพลภาพ

คำถาม : การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงคนพิการ/ทุพลภาพต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำตอบ : การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท สำหรับเงินได้พึงประเมิน ตั้งแต่ปีภาษี 2552 เป็นต้นไป ตามมาตรา 47(1)(ฎ) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 37) พ.ศ.2552 ประกอบกับประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 182) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 184) และ (ฉบับที่ 193) และ (ฉบับที่ 242)มีหลักเกณฑ์ดังนี้
1. ผู้มีสิทธิหักลดหย่อน ได้แก่ ผู้มีเงินได้ที่อุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ ดังนี้
(1) บิดามารดาของผู้มีเงินได้
(2) บิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้
(3) สามีหรือภริยา ของผู้มีเงินได้
(4) บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ (บุตรบุญธรรมให้หักในฐานะบุตรบุญธรรมได้ฐานะเดียว)
(5) บุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้
(6) บุคคลอื่นนอกจาก (1)-(5) ซึ่งเป็นคนพิการที่ผู้มีเงินได้เป็นผู้ดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือซึ่งเป็นคนทุพพลภาพและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ จำนวน 1 คน
2. คนพิการหรือคนทุพพลภาพที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อน ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังนี้
(1) มีเงินได้พึงประเมิน ไม่เกิน 30,000 บาท ในปีที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อน โดยไม่รวมเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้น ตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร
(2) กรณีคนพิการ ต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ตัวอย่างสมุดประจำตัวคนพิการ คลิกเอกสารแนบ)
กรณีคนทุพพลภาพ ต้องมีแพทย์ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมตรวจ และแสดงความเห็นว่าบุคคลตาม 1. มีภาวะจำกัด หรือขาดความสามารถในการประกอบกิจวัตรหลักอันเป็นปกติเยี่ยงบุคคลทั่วไปอันเนื่องมาจากสาเหตุทางปัญหาสุขภาพ หรือความเจ็บป่วยที่เป็นต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 180 วัน หรือทุพพลภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 วัน
(3) มีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร
3. ผู้มีเงินได้สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ ดังนี้
(1) มีชื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
กรณีมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดูแลคนพิการในระหว่างปีภาษีให้ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการคนสุดท้ายในปีภาษีนั้นเป็นผู้มีสิทธิหักลดหย่อน
(2) กรณีบุคคลตาม 1. เป็นทั้งคนพิการ และเป็นคนทุพพลภาพ ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนได้ในฐานะคนพิการเพียงฐานะเดียว
(3) ให้หักได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่
(4) กรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในไทย ให้หักลดหย่อนได้เฉพาะคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่เป็นผู้อยู่ในไทย
(5) กรณีผู้มีเงินได้หลายคน มีชื่อเป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการ ให้ตกลงกันและทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อเพื่อยินยอมให้ผู้มีเงินได้คนหนึ่งคนใดเป็นผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู
(6) กรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้ฝ่ายที่มีชื่อเป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการ เป็นผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู สำหรับบุตรซึ่งเป็นคนพิการหรือคนทุพพลภาพนั้น
(7) กรณีผู้มีเงินได้ซึ่งมีเงินได้ฝ่ายเดียว โดยคู่สมรสซึ่งไม่มีเงินได้เป็นผู้ดูแลและมีชื่อเป็นผู้ดูแลบุตรชอบด้วยกฎหมายในบัตรประจำตัวคนพิการแต่เพียงผู้เดียว ให้ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนบุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นคนพิการนั้นได้
(8) ผู้มีเงินได้ต้องมีหนังสือรับรองการหักลดหย่อน ดังนี้
- กรณีหักลดหย่อนคนพิการ ต้องมีหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.04)
- กรณีหักลดหย่อนคนทุพพลภาพ ต้องมีหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.04) และหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.04-1)
4. เอกสารหลักฐานที่ผู้มีเงินได้ต้องแนบพร้อมแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อใช้สิทธิลดหย่อน มีดังนี้
กรณีหักลดหย่อนคนพิการ
(1) หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.04)
(2) ภาพถ่ายบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการของบุคคลที่ผู้มีเงินได้จะใช้สิทธิหักลดหย่อน พร้อมทั้งภาพถ่ายบัตรประจำตัวคนพิการดังกล่าวในส่วนที่แสดงว่าผู้มีเงินได้เป็นผู้ดูแลคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
(3) กรณีผู้มีเงินได้และสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และแยกยื่นแบบฯ ใช้สิทธิหักลดหย่อนบุตรที่เป็นคนพิการ ให้สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้แนบหลักฐาน ดังนี้
(ก) ภาพถ่าย แบบ ล.ย.04 ของผู้มีเงินได้ ซึ่งสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้ลงลายมือชื่อรับรองภาพถ่ายนั้น
(ข) ภาพถ่ายหลักฐานตาม 4.(2) ซึ่งสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้ลงลายมือชื่อรับรองภาพถ่ายนั้น
กรณีหักลดหย่อนคนทุพพลภาพ
(1) หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.04)
(2) ใบรับรองแพทย์จากแพทย์ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ได้ตรวจและแสดงความเห็นว่าบุคคลตาม 1. มีภาวะจำกัดหรือขาดความสามารถในการประกอบกิจวัตรหลักอันเป็นปกติเยี่ยงบุคคลทั่วไปอันเนื่องมาจากสาเหตุทางปัญหาสุขภาพหรือความเจ็บป่วยที่เป็นต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 180 วัน หรือทุพพลภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 วัน และใบรับรองแพทย์ดังกล่าวต้องเป็นใบรับรองแพทย์ที่ออกในปีภาษีที่ขอใช้สิทธิหักลดหย่อน
กรณีผู้มีเงินได้หลายคนมีใบรับรองแพทย์จากแพทย์ดังกล่าว ให้ผู้มีเงินได้ทุกคนที่มีใบรับรองแพทย์ดังกล่าว ตกลงกันเพื่อยินยอมให้ผู้มีเงินได้คนหนึ่งคนใดเป็นผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อน และทำความตกลงเป็นหนังสือโดยผู้มีเงินได้ทุกคนที่มีใบรับรองแพทย์ดังกล่าวเป็นผู้ลงนามในหนังสือตกลงยินยอมนั้น
(3) หนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.04-1) ที่รับรองว่าผู้มีเงินได้เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุคคลตาม 1. ซึ่งเป็นคนทุพพลภาพ โดยผู้รับรองต้องเป็นสามีภริยาหรือบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมหรือหลาน หรือบิดามารดา หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หรือพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน หรือปู่ย่าตายาย หรือลุงป้าน้าอา ของบุคคลตาม ข้อ 1. ซึ่งเป็นคนทุพพลภาพ หรือกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือบุคคลที่เป็นสมาชิกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ที่บุคคลตาม 1. ซึ่งเป็นคนทุพพลภาพอยู่อาศัย โดยหนังสือรับรองดังกล่าว ผู้รับรองต้องรับรองของแต่ละปีภาษีที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนผู้รับรองตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะ และรับรองผู้มีเงินได้ ได้ไม่เกิน 1 คน สำหรับการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนทุพพลภาพคนหนึ่งคนใด
(4) กรณีผู้มีเงินได้และสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และแยกยื่นแบบฯ ใช้สิทธิหักลดหย่อนบุตรที่เป็นคนทุพพลภาพ ให้สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้แนบหลักฐาน ดังนี้
(ก) ภาพถ่าย แบบ ล.ย.04 ของผู้มีเงินได้ ซึ่งสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้ลงลายมือชื่อรับรองภาพถ่ายนั้น
(ข) ภาพถ่ายใบรับรองแพทย์ และ แบบ ล.ย.04-1 ซึ่งสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้ลงลายมือชื่อรับรองภาพถ่ายนั้น


2.ชื่อเรื่อง : บุตรพิการมีเงินได้เกิน 15,000 บาท แต่ไม่เกิน 30,000 บาท ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการได้

คำถาม : นาย ก. ทำงานมีเงินได้จากเงินเดือนจดทะเบียนสมรสกับภริยา ซึ่งเป็นคนพิการ และไม่มีเงินได้ มีบุตรพิการ อายุ 19 ปี บุตรพิการมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากประจำปีละ 16,000 บาท ภริยาและบุตรได้รับบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นาย ก.จะนำภริยาและบุตรซึ่งเป็นคนพิการดังกล่าวมาหักลดหย่อนในปีภาษี 2560 ได้อย่างไร

คำตอบ : นาย ก.สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภริยาและบุตร ซึ่งเป็นคนพิการ ในปีภาษี 2560 ได้ ดังนี้
1. ลดหย่อนภริยาในฐานะคู่สมรสไม่มีเงินได้ จำนวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47(1) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร และค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการในฐานะคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ ซึ่งเป็นคนพิการได้อีกจำนวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ฎ) แห่งประมวลรัษฎากร
2. ลดหย่อนบุตร จำนวน 30,000 บาท ได้ เนื่องจากบุตรมีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ไม่เกินกว่า 30,000 บาท ต่อปี ตามมาตรา 47(1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร และสามารถหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการในฐานะบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้และคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ ซึ่งเป็นคนพิการ และมีเงินได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท โดยหักลดหย่อนผู้พิการได้อีกจำนวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ฎ) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 1(2) ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 182)
อย่างไรก็ตาม ในการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการจะต้องแนบหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.0๔) และสำเนาบัตรประจำตัวคนพิการที่แสดงให้เห็นชื่อผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้ดูแลคนพิการ



3. ชื่อเรื่อง : บุคคลคนเดียวเป็นทั้งคนพิการและเป็นคนทุพพลภาพ หักลดหย่อนคนพิการได้เพียงฐานะเดียว

คำถาม : นาง ก. เป็นทั้งคนพิการ และคนทุพพลภาพ โดยมีพี่ซึ่งมีเงินได้เป็นผู้ดูแลในบัตรประจำตัวคนพิการ และมีป้าซึ่งมีเงินได้เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูในฐานะคนทุพพลภาพและมีใบรับรองแพทย์ที่แพทย์ลงความเห็นว่า ทุพพลภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 วัน อยากทราบว่า พี่และป้าของนาง ก. จะใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการและคนทุพพลภาพได้อย่างไร

คำตอบ : กรณี นาง ก. เป็นทั้งคนพิการซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และเป็นคนทุพพลภาพซึ่งแพทย์ได้ลงความเห็นว่า ทุพพลภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 วัน มีป้าและพี่เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู พี่จึงมีสิทธินำ นาง ก. มาหักลดหย่อนเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูในฐานะคนพิการได้เพียงคนเดียว ตั้งแต่ปีภาษี 2552 เป็นต้นไป จำนวน 60,000 บาท โดยแนบแบบ ล.ย.04 และภาพถ่ายบัตรประจำตัวคนพิการที่ผู้มีเงินได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้ ตามมาตรา 47(1)(ฎ) แห่งประมวลรัษฎากร


4. ชื่อเรื่อง : สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และภริยาเป็นผู้ดูแลมีชื่อในบัตรเพียงคนเดียว สามีใช้สิทธิลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้มีบุตรพิการ และภริยามีชื่อเป็นผู้ดูแลบัตรประจำตัวคนพิการเพียงคนเดียว ในปีภาษี 2560 อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี จะยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 ใช้สิทธิลดหย่อนบุตรพิการอย่างไร

คำตอบ : หากสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ มีบุตรพิการ และภริยามีชื่อเป็นผู้ดูแลในบัตรประจำตัวคนพิการเพียงคนเดียว ให้หักลดหย่อนดังนี้
1. กรณีภริยาแยกยื่นแบบ ให้ภริยาหักลดหย่อนค่าอุปการะบุตรพิการที่ตนเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท
2. กรณีภริยานำเงินได้ทั้งหมดไปยื่นรวมกับสามี ให้สามีหักลดหย่อนค่าอุปการะบุตรพิการที่ภริยาเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท
3. กรณีภริยาเลือกนำเงินได้ 40(2)-(8) ไปยื่นรวมกับสามี ส่วนเงินได้ 40(1) ยื่นในนามตนเอง ให้ภริยาหักลดหย่อนค่าอุปการะบุตรพิการที่ตนเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท


5. ชื่อเรื่อง : คนต่างชาติหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพได้

คำถาม : ชาวต่างชาติอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ จะยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการได้หรือไม่

คำตอบ : ผู้มีเงินได้ต้องเป็นผู้ดูแลคนพิการ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และคนพิการต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550
ทั้งนี้ บุคคลซึ่งเป็นคนพิการหรือเป็นคนทุพพลภาพดังกล่าว ต้องเป็นบุคคลที่มีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร ผู้มีเงินได้จึงจะใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพได้ โดยผู้มีเงินได้ซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในไทยนั้น ให้หักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพได้เฉพาะคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่เป็นผู้อยู่ในไทยเท่านั้น ดังนั้น คนต่างชาติอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ ซึ่งไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนั้น สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือทุพพลภาพได้



6. ชื่อเ ก. รื่อง : ผู้มีเงินได้หลายคนมีชื่อเป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการ ต้องตกลงกัน

คำถาม : นายมีบิดาเป็นคนพิการ ได้จ้างพยาบาล ข. มาดูแล โดยระบุชื่อ นาย ก. และพยาบาล ข. เป็นผู้ดูแลในบัตรประจำตัวคนพิการ กรณีดังกล่าวนาย ก. จะสามารถหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการอย่างไร

คำตอบ : กรณีผู้มีเงินได้หลายคนมีชื่อเป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการ ให้ผู้มีเงินได้ทุกคนที่มีชื่อเป็นผู้ดูแล ตกลงกันเพื่อยินยอมให้ผู้มีเงินได้คนหนึ่งคนใดเป็นผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู และทำความตกลงเป็นหนังสือ โดยผู้มีเงินได้ทุกคนที่มีชื่อเป็นผู้ดูแลดังกล่าว เป็นผู้ลงนามในหนังสือตกลงยินยอมนั้น เพื่อให้ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อนคนพิการใช้เป็นหลักฐานในการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู ตามข้อ 1(3) วรรคสาม ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 182) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 193)
ดังนั้น นาย ก. และพยาบาล ข. ซึ่งมีชื่อร่วมกันเป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการดังกล่าว ต้องตกลงกันและทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อเพื่อยินยอมให้ผู้มีเงินได้คนหนึ่งคนใดเป็นผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู


7. ชื่อเรื่อง : บิดาเป็นคนพิการ อายุเกิน 65 ปีและมีเงินได้ 200,000 บาท บุตรใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการได้

คำถาม : บิดาเป็นคนพิการ อายุเกิน 65 ปี และมีเงินได้พึงประเมิน 200,000 บาท ได้รับยกเว้นเงินได้จำนวน 190,000 บาท ตามข้อ 2 (72) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) บุตรมีชื่อเป็นผู้ดูแลในบัตรประจำตัวคนพิการ สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนคนพิการได้หรือไม่

คำตอบ : บุตรมีสิทธิหักลดหย่อนค่าดูแลคนพิการได้ กรณีบุตรมีชื่อเป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการของบิดา บิดาผู้พิการมีเงินได้พึงประเมิน ไม่เกิน 30,000 บาท (200,000 – 190,000 = 10,000) โดยไม่รวมเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้น ตามมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ในปีที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อน แต่บุตรไม่มีสิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา เพราะมีเงินได้เกิน 30,000 บาท (รวมถึงเงินได้ที่ได้รับยกเว้นด้วย)


8. ชื่อเรื่อง : เปลี่ยนแปลงผู้ดูแลในบัตรประจำตัวคนพิการ คนมีชื่อผู้ดูแลคนสุดท้ายในปีภาษีลดหย่อนได้

คำถาม : นาง ข มีชื่อเป็นผู้ดูแลคนพิการ ต่อมาในเดือน สิงหาคม นาย ก. ได้ไปขอเปลี่ยนชื่อผู้แลจาก นาง ข ให้เป็นชื่อ ของ นาย ก. เป็นผู้ดูแล ใครจะเป็นผู้ใช้สิทธิลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ

คำตอบ : กรณีมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดูแลคนพิการในระหว่างปีภาษีให้ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้ดูแลคนพิการในบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการคนสุดท้ายในปีภาษีนั้นเป็นผู้มีสิทธิหักลดหย่อน

ดังนั้น นาย ก. จึงเป็นผู้มีสิทธิในการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ


ลดหย่อนประกันชีวิต/ประกันชีวิตแบบบำนาญ/ประกันสุขภาพ 2560
หมวดค่าลดหย่อนประกันชีวิต/ประกันชีวิตแบบบำนาญ/ประกันสุขภาพ

1. ชื่อเรื่อง : หลักเกณฑ์การหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิต

คำถาม : การหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำตอบ : สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป ผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร และได้รับยกเว้นเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ตามข้อ 2(61) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ต้องเป็นไปตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 172) แก้ไขเพิ่มเติมโดย ประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 235) ดังนี้
1. กรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป และต้องทำประกันชีวิตไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในไทย ตามหลักเกณฑ์ดังนี้
(1) กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติม ค่าเบี้ยประกันภัยที่จ่ายสำหรับความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติมดังกล่าว ไม่สามารถยกเว้นภาษีสำหรับเบี้ยประกันภัยดังกล่าวได้
(2) กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีการรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนในระหว่างอายุกรมธรรม์ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้
ก. กรณีได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนทุกปี จะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี หรือ
ข. กรณีได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนตามช่วงระยะเวลาที่ผู้รับประกันภัยกำหนดนอกจาก ก. เช่น ราย 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี เป็นต้น จะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมของแต่ละช่วงระยะเวลาที่ผู้รับประกันภัยกำหนดให้มีการจ่ายเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืน หรือ
ค. กรณีได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนที่ไม่เป็นไปตาม ก. หรือ ข. ผลรวมของเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนสะสมตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่มีการจ่ายเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืน ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมทั้งหมดในช่วงระยะเวลาดังกล่าว
ทั้งนี้ เงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนตาม ก. และหรือ ข. และหรือ ค. ไม่รวมเงินปันผลตามกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ได้รับตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตแล้ว แต่ผู้เอาประกันภัยยังคงได้รับความคุ้มครองตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาประกันชีวิต หรือเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดอายุกรมธรรม์
2. ได้รับยกเว้นภาษีตลอดปีภาษี
3. ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานจากผู้รับประกันภัยที่พิสูจน์ได้ว่า มีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต และผู้รับประกันภัยต้องระบุเพิ่มเติม หากมีกรณีดังต่อไปนี้
(1) กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติม ต้องระบุจำนวนเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันภัยที่จ่ายสำหรับความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติมแยกออกจากกัน
(2) กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีการรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนในระหว่างอายุกรมธรรม์
4. กรณีผู้มีเงินได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตาม 2. แล้ว ต่อมาปฏิบัติไม่เป็นไปตาม 1. ผู้มีเงินได้หมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตาม 2. และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปหักออกจากเงินได้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้มาแล้วนับตั้งแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของปีภาษีนั้นๆ จนถึงวันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม เพื่อเสียภาษีเงินได้เพิ่มเติมของปีภาษีดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่ม ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร


2. ชื่อเรื่อง : หลักเกณฑ์การหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ

คำถาม : การหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำตอบ : ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2558 เป็นต้นไป ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญของผู้มีเงินได้ ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในแต่ละปี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ตามข้อ 2(61) วรรคสอง ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 261) แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน ตามข้อ 2(61) วรรคสองและวรรคสาม ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 279 (พ.ศ.2554)
1. กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ ต้องมีลักษณะ ดังนี้
(1) กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
(2) เป็นการประกันชีวิตที่ได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร
(3) มีการกำหนดการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจำนวนผลประโยชน์เงินบำนาญดังกล่าว จะจ่ายเท่ากันทุกงวด หรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกันก็ได้ โดยการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญจะจ่ายตามการทรงชีพที่อาจมีการรับรองจำนวนงวดในการจ่ายที่แน่นอน
(4) มีการกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปี หรือกว่านั้น และผู้มีเงินได้ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้วก่อนได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญ
2. กรณีเป็นการจ่ายเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญเพียงอย่างเดียว หรือแบบบำนาญและแบบอื่นด้วย แล้วแต่กรณี ให้ยกเว้นตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ตามข้อ 2(61) วรรคหนึ่ง แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) และให้ยกเว้นเพิ่มขึ้นอีก สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
(1) ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ทั้งนี้ เมื่อได้รวมกับที่ได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือจ่ายเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน
(2) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญเพิ่มขึ้น ตามข้อ 2(1) ของสามีหรือภริยาซึ่งเป็นฝ่ายผู้มีเงินได้
ในกรณีสามีหรือภริยา ซึ่งได้อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี ได้จ่ายเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญเพียงอย่างเดียว หรือได้จ่ายเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญและแบบอื่นด้วย แล้วแต่กรณี ให้สามีหรือภริยา ซึ่งเป็นฝ่ายผู้มีเงินได้ มีสิทธิหักลดหย่อนสำหรับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญและแบบอื่น แล้วแต่กรณี ของสามีหรือภริยาฝ่ายที่ไม่มีเงินได้ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร
3. มีหลักฐานจากผู้รับประกันภัย ซึ่งได้รับรองว่า เป็นการจ่ายเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญที่ได้รับยกเว้น
4. กรณีผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิยกเว้น ตามหลักเกณฑ์ ข้อ 2. ข้างต้นแล้ว ต่อมาได้ปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของข้อ 1. ผู้มีเงินได้ดังกล่าว หมดสิทธิได้รับยกเว้น และต้องเสียภาษีเงินได้ สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปหักออกจากเงินได้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้มาแล้ว นับตั้งแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของปีภาษีนั้นๆ จนถึงวันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม เพื่อเสียภาษีเงินได้เพิ่มเติมของปีภาษีดังกล่าว พร้อมเงินเพิ่ม ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร


3.ชื่อเรื่อง : ชาวต่างชาติมาทำงานในไทยหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตได้

คำถาม : ชาวต่างชาติมาทำงานในไทยจะสามารถหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตได้หรือไม่

คำตอบ : ได้ ตามเงื่อนไข คือต้องมีกำหนดเวลาเอาประกัน 10 ปี ขึ้นไป และทำประกันชีวิตไว้กับผู้ประกอบกิจการรับประกันชีวิตในราชอาณาจักร ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร


4.ชื่อเรื่อง : สมรสระหว่างปี คู่สมรสไม่มีเงินได้ แต่มีเบี้ยประกันชีวิตนำมาหักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : นาย ก มีเงินได้จากการขายของ สมรสระหว่างปี คู่สมรสไม่มีเงินได้ แต่มีเบี้ยประกันชีวิตที่ทำก่อนสมรส นาย ก สามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสมาหักลดหย่อนได้หรือไม่

คำตอบ : ปีที่ทำการสมรส นำค่าเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสมาหักลดหย่อนไม่ได้ เนื่องจากความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี แต่ปีถัดไปสามารถนำมาหักลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท เนื่องจากความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร


5.ชื่อเรื่อง : กรมธรรม์ประกันชีวิตของบุตรและบิดามารดา นำมาหักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : นาย ก ได้ทำประกันชีวิตให้บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะและบิดาสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตดังกล่าวมาหักลดหย่อนได้หรือไม่

คำตอบ : เบี้ยประกันชีวิตของบุตรและบิดา ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้เนื่องจาก ตามมาตรา 47(1)(ง)แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้หักลดหย่อนเบี้ยประกันที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายไปสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้เท่านั้น


6.ชื่อเรื่อง : ได้เงินคืนค่าเบี้ยประกันชีวิต เนื่องจากเวนคืนอายุกรมธรรม์ ไม่ได้รับยกเว้นเงินได้

คำถาม : นาย ก ได้รับการเสนอขายประกันชีวิตจากบริษัทรับประกันชีวิตในราชอาณาจักร โดยกรมธรรม์ประกันชีวิตมีผลคุ้มครอง ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เงื่อนไขกรมธรรม์ ชำระค่าเบี้ยประกัน 4 ปีๆ ละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท และสิ้นปีที่ 4 สามารถเวนคืนเงินประกันได้เต็มจำนวนพร้อมส่วนเพิ่ม รวมเป็นเงิน 409,000 บาท ขอทราบว่าถ้าใช้สิทธิลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตในแต่ละปีแล้ว เงินที่ได้รับในปีที่ 4 มีผลกระทบต่อค่าลดหย่อนที่ใช้สิทธิแล้วหรือไม่

คำตอบ : การเวนคืนกรมธรรม์ดังกล่าว ถือว่า กรมธรรม์มีกำหนดเวลาไม่ถึง 10 ปี เป็นการผิดเงื่อนไข ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ ฉบับที่ 172 ดังนั้น จึงหมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ตามข้อ 3 ของประกาศอธิบดีฉบับดังกล่าว ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 เพิ่มเติม สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปหักออกจากเงินได้ เพื่อปรับปรุงการหักลดหย่อนและยกเว้นภาษีเงินได้เกี่ยวกับค่าเบี้ยประกันชีวิตให้ถูกต้อง และชำระเงินเพิ่ม ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร จนถึงวันที่ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 เพิ่มเติม (ถ้ามี) ตามข้อ 5 ของประกาศอธิบดีฉบับดังกล่าว
สำหรับเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตที่ได้รับคืน ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42(13) แห่งประมวลรัษฎากร


7.ชื่อเรื่อง : ซื้อเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญเพียงประเภทเดียว จะหักลดหย่อนอย่างไรเมื่อรวมกับการซื้อหน่วยลงทุน RMF และเงินที่จ่ายสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

คำถาม : นาย ก. มีเงินได้ทั้งปี จำนวน 1,280,000 บาท จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญปีละ 143,500 บาท จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 128,000 บาท และจ่ายเงินซื้อหน่วยลงทุน RMF จำนวน 121,000 บาท นาย ก. สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญไปหักลดหย่อนได้เท่าไหร่

คำตอบ : การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นการเพิ่มเติมค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตที่มีอยู่แล้วตามปกติ 100,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาท ซึ่งวงเงินที่เพิ่มขึ้นต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน ตามข้อ 2(61) วรรคสองและวรรคสาม ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดย กฎกระทรวง ฉบับที่ 279 (พ.ศ.2554) โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 194) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 236) มีวิธีการคำนวณเพื่อนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญไปใช้หักลดหย่อนภาษี ดังนี้
1. คำนวณยอดการใช้สิทธิหักไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้( 1,280,000 x 15 %) = 192,000 บาท
2. จ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ 143,500 บาท
ให้ใช้สิทธิหักประกันชีวิตปกติก่อน (10,000 + 90,000) = 100,000 บาท
ส่วนที่เหลือนำไปใช้สิทธิค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ 43,500 บาท(143,500 – 100,000)
3. นำยอดค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญที่เหลือ 43,500 บาท เทียบกับวงเงินตาม 1. พบว่าไม่เกิน 192,000 บาท(15 % ของเงินได้และไม่เกิน 200,000 บาท)
4. นำยอดค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญที่เหลือ ไปรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเงินค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
( 43,500 + 128,000 + 121,000 = 292,500 บาท ) พบว่าไม่เกิน 500,000 บาท
ดังนั้น ในปีภาษี 2560 นาย ก สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญไปหักลดหย่อนได้ ดังนี้
1. หักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบปกติ 100,000 บาท และ
2. หักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญได้อีก 43,500 บาท
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2558 เป็นต้นไป ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญของผู้มีเงินได้ ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในแต่ละปี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ตามข้อ 2(61) วรรคสอง ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 261) แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน ตามข้อ 2(61) วรรคสองและวรรคสาม ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 279 (พ.ศ.2554)


8.ชื่อเรื่อง : เบี้ยประกันชีวิตแบบคุ้มครองสินเชื่อ หักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตได้หรือไม่

คำถาม : ในปี 2560 นาย ก. ทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านพร้อมที่ดินกับธนาคาร โดยธนาคารกำหนดเงื่อนไขว่า ผู้กู้จะต้องทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองสินเชื่อของธนาคาร ระยะเวลาประกัน 20 ปี กับบริษัทประกันชีวิตในไทย และผู้กู้เป็นผู้รับประโยชน์ตามภาระหนี้สินที่ผูกพัน เมื่อ นาย ก. ชำระเบี้ยประกัน ได้รับใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัย แบบคุ้มครองสินเชื่อ ดังกล่าว และได้รับหนังสือรับรองการประกันภัย เพื่อเป็นหลักฐานและถือเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันชีวิต นาย ก. สามารถนำใบเสร็จรับเงินดังกล่าวไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่

คำตอบ : การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามข้อ 2(61) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ประกอบกับประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 172) ให้ยกเว้นเงินได้ที่ผู้มีเงินได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ เฉพาะกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และเป็นการประกันชีวิตที่ได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักรเท่านั้น
กรณีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตสำหรับความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติม หากเป็นกรมธรรม์ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป ไม่สามารถนำไปใช้คำนวณในการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประกาศฉบับดังกล่าว ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานจากผู้รับประกันภัยที่พิสูจน์ได้ว่า มีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต และกรณีกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติม หลักฐานต้องระบุจำนวนเบี้ยประกันชีวิต และเบี้ยประกันภัยที่จ่ายสำหรับความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติมแยกออกจากกัน หากผู้รับประกันภัยไม่ได้แยกจำนวนเงิน ให้นำหลักฐานดังกล่าวไปให้ผู้รับประกันภัยแยกจำนวนเงินให้ชัดเจน มิฉะนั้นจะนำมาเป็นหลักฐานในการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้ เนื่องจากไม่เป็น ตามข้อ 4 ของประกาศฉบับดังกล่าว


9.ชื่อเรื่อง : ลักษณะการประกันสุขภาพบิดามารดา

คำถาม : การประกันสุขภาพบิดามารดา ต้องมีลักษณะอย่างไร จึงจะได้รับยกเว้นเงินได้

คำตอบ : การประกันสุขภาพบิดามารดา ต้องมีลักษณะ ตามข้อ 2 ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 162) ดังนี้
1. การประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอันเกิดจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะ เนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
2. การประกันภัยอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
3. การประกันภัยโรคร้ายแรง (Critical Illnesses)
4. การประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long Term Care)


10.ชื่อเรื่อง : หลักฐานการยกเว้นเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา

คำถาม : การใช้สิทธิ์ยกเว้นเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาต้องแสดงหลักฐานอะไรบ้าง
คำตอบ : ผู้มีเงินได้ต้องมีใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือรับรองจากบริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัย โดยต้องมีข้อความอย่างน้อย ตามข้อ 3 ของประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 162) ดังนี้
1. ชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกันภัย
2. ชื่อ และ นามสกุลของผู้จ่ายเบี้ยประกันภัย (ทุกคน)
3. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้เอาประกันภัย
4. จำนวนเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันสุขภาพตามข้อ 2
5. จำนวนเงินที่มีสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้


11. ชื่อเรื่อง : จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้บุตร ไม่สามารถหักค่าลดหย่อน
คำถาม : นาย ก ได้ทำประกันสุขภาพให้บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะและเป็นผู้จ่ายเงินค่าเบื้ยประกันด้วยตนเองจะนำเบี้ยประกันสุขภาพดังกล่าวมาหักลดหย่อนได้หรือไม่

คำตอบ : เบี้ยประกันสุขภาพของบุตร ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อน


12. ชื่อเรื่อง : จ่ายเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันภัยการเดินไปต่างประเทศ

คำถาม : ในปีภาษี 2560 นาย ช ได้ทำเบี้ยประกันชีวิต แบบทั่วไปกรมธรรม์มีอายุ 15 ปี โดยจ่ายเบี้ยประกันชีวิต จำนวน 100,000 บาท และได้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยการเดินทางไปต่างประเทศอีกจำนวน 12,000 บาท สามารถหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันได้จำนวนเท่าใด

คำตอบ : นาย ช. จะสามารถหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตได้รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท เท่านั้น


13. ชื่อเรื่อง : จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา-มารดาคู่สมรส หักค่าลดหย่อนตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท

คำถาม : นาย ฉ ได้มีการจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพให้บิดา-มารดาของคู่สมรส จำนวน 12,000 บาท โดยนาย ฉ. เป็นผู้มีเงินได้แต่เพียงฝ่ายเดียว สามารถหักลดหย่อนได้จำนวนเท่าใด

คำตอบ : นาย ฉ. จะสามารถหักลดหย่อนสำหรับการประกันสุขภาพของบิดา-มารดาคู่สมรสตามจำนวนที่จ่ายจริง 12,000 บาท ตามข้อ 2 (76) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ฉบับที่ 162 ข้อ 1(5) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้สามีหรือภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามจำนวนเบี้ยประกันภัยที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันบาท


14. ชื่อเรื่อง : ผู้มีเงินได้หลายคนร่วมกันทำประกันสุขภาพสำหรับบิดามารดา ต้องเฉลี่ยค่าเบี้ยประกัน

คำถาม : นาย ต นาย ภ และ นาย ฉ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมีเงินได้ทุกคน ได้มีการจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพสำหรับบิดาจำนวน 12,000 บาท จะหักลดหย่อนได้จำนวนเท่าใด

คำตอบ : กรณีผู้มีเงินได้หลายคนร่วมกันทำประกันสุขภาพสำหรับบิดา-มารดา ให้ผู้มีเงินได้ทุกคนได้รับยกเว้นภาษีเงินได้โดยเฉลี่ยเบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้ร่วมกันจ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ตามส่วนจำนวนผู้มีเงินได้ ดังนั้นจึงหักค่าลดหย่อนได้คนละ 4,000 บาท


ค่าลดหย่อนซื้อหน่วยลงทุน RMF และ LTF 2560
หมวดค่าลดหย่อนซื้อหน่วยลงทุน RMF และ LTF

1.ชื่อเรื่อง : ภริยามีเงินได้หลายประเภทซื้อหน่วยลงทุน RMF และ LTF ได้ตามสัดส่วน

คำถาม : ภริยามีเงินได้ประเภทเงินเดือนและเงินปันผล สามีมีเงินเดือนอย่างเดียว การซื้อหน่วยลงทุนของกองทุน RMF และ LTF ของภริยาจะซื้อได้ อัตราร้อยละ 15 จากเงินได้เงินเดือนรวมกับเงินปันผลหรือไม่

คำตอบ : การซื้อหน่วยลงทุนของกองทุน RMF และ LTF เป็นสิทธิของผู้มีเงินได้ เมื่อภริยาเป็นผู้มีเงินได้ แม้จะยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ในนามของสามี สิทธิดังกล่าวยังเป็นของภริยาอยู่เช่นเดิม ภริยาสามารถซื้อได้ตามสัดส่วนของเงินได้ของตนเอง


2.ชื่อเรื่อง : ผู้สูงอายุ 65 ปี ซื้อหน่วยลงทุน RMF และ LTF คำนวณจากเงินได้ก่อนหักยกเว้น 190,000 บาท

คำถาม : การยกเว้นภาษีสำหรับการซื้อหน่วยลงทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่หักได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้นั้น คำนวณจากเงินได้หลังหรือก่อนหักการยกเว้นภาษี กรณีเงินได้สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 65 ปีบริบูรณ์

คำตอบ : กรณีซื้อหน่วยลงทุนใน (RMF) หรือ (LTF) ที่ผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีให้ยกเว้นได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินก่อนหักยกเว้นภาษีกรณีผู้มีเงินได้อายุไม่ต่ำกว่า 65 ปีบริบูรณ์ในปีภาษีที่ได้รับ


3.ชื่อเรื่อง : ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ในต่างประเทศและประกันชีวิตส่วนบุคคลในต่างประเทศหักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : กรณีซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ในต่างประเทศและประกันชีวิตส่วนบุคคลในต่างประเทศสามารถนำมาลดหย่อน ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้หรือไม่

คำตอบ : สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ผู้ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จะต้องเป็นการซื้อหน่วยลงทุนจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจากกองทุนที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศเท่านั้น ส่วนกรณีการใช้สิทธิหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต จะต้องเป็นการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตให้แก่บริษัทที่ประกอบกิจการในไทย


4.ชื่อเรื่อง : ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง หักลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนไม่ได้

คำถาม : ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง มีสิทธินำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่

คำตอบ : การซื้อหน่วยลงทุนที่จะได้รับสิทธินำมาหักลดหย่อน ต้องเป็นการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เท่านั้น


5.ชื่อเรื่อง : ภริยาซื้อกองทุน RMF/LTF และแยกยื่นแบบสำหรับเงินได้ประเภทอื่น หักค่าลดหย่อนได้

คำถาม : กรณีสามีมีเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากรและภริยามีเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากรและประเภทอื่นซื้อกองทุนและแยกยื่นแบบ จะหักลดหย่อน LTF กับ RMF ได้อย่างไร

คำตอบ : กรณีสามีภริยา ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ แยกยื่นรายการและเสียภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนตามสัดส่วนเงินได้ของตน ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ตามข้อ 2(55) และ (66) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2558 เป็นต้นไป ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น แต่ไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น ตามข้อ 3 ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 257)
และยกเว้นภาษีเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น แต่ไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น ตามข้อ 3 ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 259)


6 .ชื่อเรื่อง : โอนเงินลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ใช้สิทธิลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : ผู้มีเงินได้โอนเงินลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ในปีที่มีการโอนกองทุนดังกล่าว ผู้มีเงินได้สามารถนำหน่วยลงทุนที่เกิดจากการโอนมาคำนวณเป็นค่าลดหย่อนในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 ได้หรือไม่

คำตอบ : ผู้มีเงินได้โอนเงินลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 324 (พ.ศ.2560) ประกอบกับประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 286) จะนำมาใช้สิทธิลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 171) ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการได้มาจากการโอนหรือเกี่ยวเนื่องจากการโอนมาจากกองทุนสำรองลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ได้เกิดจากการซื้อหน่วยลงทุน RMF ทั้งนี้ ตามข้อ 7/1 ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 171) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 288)


7 .ชื่อเรื่อง : ลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF หลังจากจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกินกว่า 500,000 บาท

คำถาม : นาย ก จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และมีการซื้อหน่วยลงทุน RMF ต่อเนื่องกันทุกปี มีจำนวนรวมกันไม่เกินกว่าร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในแต่ละปี และเมื่อรวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีจำนวนไม่เกินกว่า 500,000 บาท ต่อมาปรากฏว่าเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในแต่ละปี มีจำนวนเกินกว่า 500,000 บาท นาย ก ยังคงต้องซื้อหน่วยลงทุน RMF ต่อไปหรือไม่ และหากมีการขายหน่วยลงทุนดังกล่าวจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่

คำตอบ : การจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในแต่ละปี เกินกว่า 500,000 บาท นาย ก จะไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF ในปีภาษีที่ได้มีการจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพครบ 500,000 บาทแล้ว แต่เพื่อมิให้เสียสิทธิในการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF ในแต่ละปีภาษีที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปแล้ว นาย ก ยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF และการถือหน่วยลงทุน RMF ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 171) ต่อไป
และเมื่อ นาย ก ขายหน่วยลงทุน RMF ดังกล่าว โดยได้ถือหน่วยลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก และในขณะที่ขายหน่วยลงทุนมีอายุไม่น้อยกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ผู้มีเงินได้ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ


8 .ชื่อเรื่อง : ค่าซื้อพันธบัตรรัฐบาล นำมาหักลดหย่อนเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้

คำถาม : ซื้อพันธบัตรรัฐบาล สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้หรือไม่

คำตอบ : ไม่ได้ แต่ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และ ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ประกอบกับ ประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 169) และ (ฉบับที่ 171)


9 .ชื่อเรื่อง : เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ถือเป็นเงินได้พึงประเมินในการคำนวณซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม RMF/LTF

คำถาม : นาย ค ขายที่ดินที่ได้รับมรดกมา หากเลือกไม่นำมารวมคำนวณเสียภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.90 สามารถนำเงินได้จากการขายดังกล่าว มาเป็นฐานคำนวณซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม RMF หรือ LTF ได้หรือไม่

คำตอบ : นาย ค มีรายการเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปีภาษีนั้น ไม่ว่าผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่นำมารวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นๆ หรือไม่ก็ตาม สามารถนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม RMF หรือ LTF ในปีภาษีนั้นได้


10 .ชื่อเรื่อง : ซื้อหน่วยลงทุน RMF ถ้าหยุดการซื้อ RMF เกินกว่า 1 ปีติดต่อกันถือว่าผิดหลักเกณฑ์

คำถาม : นาย ค ซื้อหน่วยลงทุน RMF ในปีภาษี 2558 ต่อมาในปีภาษี 2559 ไม่ได้ซื้อ และถ้าในปีภาษี 2560 จะไม่ซื้ออีก จะทำได้หรือไม่

คำตอบ : นาย ค ได้มีการซื้อหน่วยลงทุนในปีภาษี 2558 และได้ใช้สิทธิลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนไปแล้วในปีภาษี 2558 ต่อมาในปีภาษี 2559 ไม่ได้ซื้อหน่วยลงทุน หากในปีภาษี 2560 นาย ค. จะไม่ซื้อหน่วยลงทุนอีก ถือว่าผิดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กำหนด เนื่องจากได้ระงับการซื้อติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี ดังนั้น นาย ค. จะต้องทำการยื่นแบบแสดงรายการสำหรับภาษี 2558 เพื่อปรับปรุงรายการค่าลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุน โดยให้ยื่นแบบเพิ่มเติมสำหรับปีภาษี 2558 ภายในเดือนมีนาคม 2561 ทั้งนี้ ตามข้อ 9 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 171) ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2551 โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม


11. เงินปันผลจาก BOI ไม่สามารถนำมาเป็นฐานในการคำนวณค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF และ LTF

คำถาม : นาง ช. ได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวน 500,000 บาท สามารถนำมาเป็นฐานในการคำนวณค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF และ LTF ได้หรือไม่

คำตอบ : นาง ช. ไม่สามารถนำเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน (BOI) มาใช้เป็นฐานในการคำนวณซื้อหน่วยลงทุน RMF และหน่วยลงทุน LTF เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ เนื่องจากเงินปันผลที่ได้รับนั้นเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้


12. ซื้อหน่วยลงทุน RMFทุกปี ตั้งแต่ปี 2551 ถึงปี 2559 จะขายในปี 2560 อายุครบ 55 ปี ได้รับยกเว้นค่าขายหน่วยลงทุน

คำถาม : นาง ฉ. ซื้อหน่วยลงทุน RMF ตั้งแต่ปี 2551 ถึงปี 2559 มีการซื้อและใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากในปี 2560 ต้องการขายเพราะอายุครบ 55 ปี สามารถขายหน่วยลงทุนทั้งหมดได้หรือไม่ และต้องเสียภาษีเงินได้หรือไม่

คำตอบ : นาง ฉ ได้ซื้อหน่วยลงทุนโดยได้ถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก โดยได้ขายเมื่ออายุครบ 55 ปี เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) จะต้องนำไปแสดงในแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.90 โดยหักค่าซื้อหน่วยลงทุน สำหรับส่วนต่าง (capital gain) จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้


13. คณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล กองมรดกที่ยังมิได้แบ่ง ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

คำถาม : คณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล หรือกองมรดกที่ยังมิได้แบ่ง ได้ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จะได้รับสิทธิยกเว้นด้วยหรือไม่

คำตอบ : ผู้มีเงินได้ที่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จะต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก และไถ่ถอนหน่วยลงทุนดังกล่าวเมื่อผู้มีเงินได้มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี บริบูรณ์ ตามข้อ 2(55) ของกฎกระทรวง (ฉบับที่ 126) พ.ศ.2509 แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อ 4 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 266 (พ.ศ.2551) ประกอบกับ ข้อ 1(2) ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 90)
ดังนั้น ผู้มีเงินได้ที่เป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่คณะบุคคล หรือกองมรดกที่ยังมิได้แบ่งจึงไม่ได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ


ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ/สร้างที่อยู่อาศัย 2560
หมวดค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ/สร้างที่อยู่อาศัย

1 .ชื่อเรื่อง : สามีมีเงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 และภริยากู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้าน หักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

คำถาม : สามีมีเงินได้จากเงินเดือนทั้งปี จำนวน 30,000 บาท และภริยามีเงินได้จากเงินเดือนทั้งปี จำนวน 120,000 บาท ภริยาทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านกับธนาคารและผ่อนชำระเงินกู้เพียงผู้เดียว ในการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91 ภริยาสามารถหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าวเพียงผู้เดียวทั้งจำนวน ถูกต้องหรือไม่

คำตอบ : ภริยาทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านกับธนาคารแต่เพียงผู้เดียว ภริยาสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ตามที่จริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2(53) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509)


2.ชื่อเรื่อง : ภริยาไม่มีเงินได้ทำสัญญากู้ยืมเงินคนเดียว สามีไม่มีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืม

คำถาม : นาง ม. ภริยาของนาย ธ. ทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารเพียงคนเดียว โดยนาย ธ. มิได้เป็นผู้กู้ร่วม และนาง ม. ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในปีภาษี 2559 ต่อมาในปีภาษี 2560 นาง ม.ไม่มีเงินได้ นาย ธ. สามารถใช้สิทธิลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าวได้หรือไม่

คำตอบ : นาย ธ. มิได้มีชื่อเป็นผู้กู้ร่วมกับนาง ม. จึงไม่มีสิทธินำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าวมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ ตามมาตรา 47(1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร


3.ชื่อเรื่อง : หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมีชื่อผู้กู้ร่วม 2 คน ใช้สิทธิหักลดหย่อนตามจำนวนผู้กู้

คำถาม : หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมีชื่อผู้กู้ร่วม 2 คน จะหักลดหย่อนอย่างไร

คำตอบ : กรณีผู้มีเงินได้ 2 คนร่วมกันกู้ยืมเงิน ให้หักลดหย่อนและยกเว้นภาษีเงินได้ได้คนละกึ่งหนึ่ง แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท


4.ชื่อเรื่อง : คู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ทำสัญญากู้ร่วมกับบุคคลอื่น

คำถาม : สามีภริยาถูกต้องตามกฎหมาย และต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ โดยอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี ต่อมา หากสามีภริยาทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารร่วมกับน้องชาย (กู้รวม 3 คน) เพื่อซื้อบ้านอยู่อาศัยกัน จะใช้สิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอย่างไร

คำตอบ : สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ทำสัญญากู้ยืมร่วมกับน้องชาย (กู้รวม 3 คน) ให้ผู้มีเงินได้แต่ละคน รวมจำนวน 3 คนนั้น เฉลี่ยค่าลดหย่อนตามส่วนจำนวนผู้มีเงินได้ที่กู้ร่วม (หาร 3) รวมกันต้องไม่เกินจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะได้มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม เช่นจ่ายดอกเบี้ยเป็นเงิน 120,000 บาท กู้ร่วม 3 คน จะใช้สิทธิลดหย่อนดอกเบี้ยคนละ 33,333.33 บาท


5.ชื่อเรื่อง : ภริยากู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านร่วมกับบุตร แต่บุตรไม่มีเงินได้ ต้องใช้สิทธิหักลดหย่อนตามจำนวนผู้กู้

คำถาม : นาย ก. เป็นข้าราชการบำนาญและภริยาประกอบอาชีพรับราชการ ภริยาใช้สิทธิสมาชิก กบข. กู้ยืมเงินซื้อห้องชุดคอนโดมิเนียมตามโครงการเพื่อที่อยู่อาศัยของ กบข. ร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยกู้ร่วมกับบุตรสาว (นาย ก. ไม่ได้เกี่ยวข้องลงนามผูกพันเป็นผู้กู้ร่วมในสัญญากู้) ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นาย ก. แยกยื่นรายการสำหรับเงินได้พึงประเมินต่างหากจากภริยา นาย ก. จะนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของภริยามาหักลดหย่อนได้หรือไม่

คำตอบ : นาย ก. มิได้เป็นผู้กู้ร่วมกับภริยาและบุตร รวมทั้งแยกยื่นรายการสำหรับเงินได้พึงประเมินต่างหากจากภริยา นาย ก.จึงไม่สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของภริยามาหักลดหย่อนได้ ดังนั้น การหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืม จึงต้องเฉลี่ยดอกเบี้ยเงินกู้ตามส่วนของสัญญากู้ยืมเงินร่วมระหว่างภริยากับบุตร แต่รวมกันต้องไม่เกินจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท


6.ชื่อเรื่อง : สามีมีเงินได้มากกว่าภริยาทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านร่วมกัน โดยสามีจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าภริยา หักลดหย่อนได้คนละกึ่งหนึ่ง

คำถาม : สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ โดยสามีมีเงินได้มากกว่าภริยา ทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านร่วมกัน สามีจึงชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านมากกว่าภริยา ในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ภริยาใช้สิทธิแยกยื่นรายการเสียภาษีต่างหากจากสามีจะมีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามสัดส่วนที่จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้หรือไม่

คำตอบ : ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ฝ่ายละกึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท


7 .ชื่อเรื่อง : ขายบ้านระหว่างผ่อนชำระกับธนาคาร ไม่ต้องยื่นแบบ ภ.งด.90/91 ปรับปรุงค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืม

คำถาม : นาย ก. กู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อซื้อบ้าน และนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่จ่ายให้กับธนาคารมาหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในแบบ ภ.ง.ด.91 ในระหว่างการผ่อนชำระกับธนาคาร นาย ก. ขายบ้านดังกล่าวไป นาย ก. จะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 เพิ่มเติมปรับปรุงค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมหรือไม่

คำตอบ : ขณะที่นาย ก. จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านกับธนาคาร นาย ก. มีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ตามมาตรา 47(1)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น เมื่อนาย ก. ขายบ้านดังกล่าวไป จึงไม่มีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอีกต่อไป และไม่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 เพิ่มเติมปรับปรุงค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมแต่อย่างใด


8 .ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืม กรณีผู้ที่กู้ร่วมถึงแก่กรรม

คำถาม : ดอกเบี้ยกู้ยืมเงินเพื่อซื้ออาคารที่อยู่อาศัยโดยกู้ร่วมกับผู้อื่น ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2546 ผู้กู้ร่วมถึงแก่กรรม ผู้กู้ร่วมที่ยังมีชีวิตอยู่จะนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมาลดหย่อนทั้งจำนวนได้หรือไม่

คำตอบ : ผู้กู้ร่วมที่ยังมีชีวิตอยู่จะนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมาหักลดหย่อนและยกเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมทั้งจำนวนไม่ได้ แต่ให้เฉลี่ยค่าลดหย่อนและยกเว้นเงินได้ตามส่วนจำนวนของผู้กู้ร่วมทุกคนโดยการเฉลี่ยภาษีตามส่วนจำนวนผู้กู้ร่วม


9 .ชื่อเรื่อง : ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมาเพื่อปรับปรุงบ้านหักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินพร้อมบ้านหรือเพื่อซื้อบ้านที่ต้องปรับปรุงก่อนเข้าอยู่อาศัย โดยเบิกเงินไปก่อนในวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดิน ส่วนค่าปรับปรุงซ่อมแซมที่จ่ายตามงวดของงานที่แล้วเสร็จ สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมาหักลดหย่อนได้หรือไม่

คำตอบ : การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินพร้อมบ้านหรือเพื่อซื้อบ้านที่ต้องปรับปรุงก่อนเข้าอยู่อาศัย โดยเบิกเงินไปก่อนในวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดิน หากมีการจำนองที่ดินพร้อมบ้าน หรือมีการจำนองบ้านที่ซื้อที่ต้องปรับปรุงก่อนเข้าอยู่อาศัยเป็นการประกันการกู้ยืมเงินนั้นด้วย กรณีนี้มีสิทธินำดอกเบี้ยเงินกู้มาหักลดหย่อนได้ ตามมาตรา 47(1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมาเพื่อปรับปรุงบ้านซึ่งมีการจ่ายเงินตามงวดของงานที่ทำเสร็จ กรณีนี้ไม่มีสิทธินำดอกเบี้ยจากการกู้ยืมมาหักลดหย่อนภาษี


10 .ชื่อเรื่อง : ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่ดินที่อยู่ติดกับบ้านหลังเดิมหักลดหย่อนไม่ได้
คำถาม : การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านและที่ดินโดยจำนองไว้กับธนาคาร ต่อมาขอกู้เงินเพื่อซื้อที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินและบ้านหลังเดิม การกู้ยืมเงินครั้งหลังสามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้มาหักลดหย่อนได้หรือไม่

คำตอบ การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านพร้อมที่ดินโดยจำนองไว้กับธนาคารมีสิทธินำดอกเบี้ยเงินกู้มาหักลดหย่อนได้ ตามมาตรา 47(1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่ดินที่อยู่ติดกับบ้านหลังเดิมนั้นไม่มีสิทธินำดอกเบี้ยมาหักลดหย่อน ตามมาตรา 47(1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร


11 .ชื่อเรื่อง : ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินของผู้อื่นสามารถนำมาหักลดหย่อนได้

คำถาม : นาง ก ก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยบนที่ดินของนาย ข (บิดา) โดยนาย ข ให้ความยินยอมในการใช้ที่ดินดังกล่าว นาง ก กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มาใช้ในการก่อสร้าง โดยได้จำนองที่ดินและอาคารเป็นประกันการกู้ยืมและอยู่อาศัยในบ้านดังกล่าว นาง ก สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อสร้างอาคารอยู่อาศัยบนที่ดินของบิดามาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้หรือไม่

คำตอบ การที่นาย ข ยินยอมให้นาง ก ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของตนเองถือเป็นการอนุญาตให้ใช้สอยครอบครองที่ดิน สิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวจึงโอนไปยังนาง ก นับแต่วันที่ส่งมอบการครอบครอง เมื่อนาง ก ได้จำนองอาคารพร้อมที่ดินเป็นประกันการกู้ยืม และใช้อาคารที่ปลูกสร้างเป็นที่อยู่อาศัยโดยมีชื่อตามหลักฐานทะเบียนราษฎร นาง ก สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 47(1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร


12 .ชื่อเรื่อง : แปลงหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน ลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระ

คำถาม : นาย ส. กู้เงินซื้อบ้านจากธนาคาร ข. จำนวน 1,000,000 บาท และมีหนี้สินอื่นอีก 500,000 บาท นาย ส. มากู้เงินจากธนาคาร ก. จำนวน 1,500,000 บาท เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่ดังกล่าว นาย ส. มีสิทธินำดอกเบี้ย เงินกู้ยืมของธนาคาร ข. มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่

คำตอบ นาย ส. กู้ยืมเงินจากธนาคาร ก. จำนวน 1,500,000 บาท เพื่อใช้หนี้เงินกู้ยืมให้แก่ธนาคาร ข. ซึ่งเป็นเงินกู้เพื่อซื้อบ้าน จำนวน 1,000,000 บาท และหนี้สินอื่นอีก 500,000 บาท นาย ส. มีสิทธินำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเฉพาะในส่วนของเงินกู้เพื่อซื้อบ้าน แต่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระกับธนาคาร ข. มาหักลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ตั้งแต่ 1 มกราคม 2550 ตามมาตรา 47(1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร


13 .ชื่อเรื่อง : สามีภริยากู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านร่วมกับบุตร ซึ่งบุตรไม่มีเงินได้ ให้หักลดหย่อนเฉลี่ยดอกเบี้ยเป็น 3 ส่วน

คำถาม : สามีภริยากู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านร่วมกับบุตร โดยต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอย่างไร

คำตอบ สามีภริยากู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านร่วมกับบุตร โดยต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้หักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืม โดยเฉลี่ยดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเป็น 3 ส่วน


14 .ชื่อเรื่อง : จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ หักลดหย่อนได้

คำถาม : ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยจากสหกรณ์ออมทรัพย์หักลดหย่อนภาษีได้หรือไม่

คำตอบ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ผู้มีเงินได้จ่ายให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ หักลดหย่อนภาษีได้ ตามมาตรา 47(1)(ซ) แห่งประมวลรัษฎากร


15 .ชื่อเรื่อง : จ่ายดอกเบี้ยชำระค่าซื้อรถยนต์ หักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : จ่ายดอกเบี้ยค่าซื้อรถยนต์ผ่อนชำระ จะนำมาหักลดหย่อนได้หรือไม่ มีหลักฐานการจ่ายชำระทุกเดือน

คำตอบ ดอกเบี้ยชำระค่าซื้อรถยนต์ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษี กฎหมายตามประมวลรัษฎากรกำหนดให้หักลดหย่อนได้เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัยเท่านั้น


16 .ชื่อเรื่อง : จ่ายชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) หักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : จ่ายเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) จะนำมาหักลดหย่อนได้หรือไม่ มีหลักฐานการจ่ายชำระทุกเดือน

คำตอบ การชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษี กฎหมายตามประมวลรัษฎากรกำหนดให้หักลดหย่อนได้เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัยเท่านั้น



ค่าลดหย่อนประกันสังคม 2560
หมวดค่าลดหย่อนประกันสังคม

1. .ชื่อเรื่อง : คู่สมรสไม่มีเงินได้ แต่เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม

คำถาม : กรณีภริยาไม่มีเงินได้ แต่เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม สามีสามารถนำเงินสมทบกองทุนประกันสังคมที่ภริยาชำระ มารวมหักลดหย่อนภาษีเงินสมทบกองทุนประกันสังคมที่ตนชำระด้วยได้หรือไม่

คำตอบ : ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเงินสมทบของสามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมดังกล่าวตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาทต่อคน ตามมาตรา 47(1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร


2. ชื่อเรื่อง : หลักฐานในการใช้สิทธิลดหย่อนเงินสมทบกองทุนประกันสังคม

คำถาม : นาย ก. เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเอง การใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องใช้หลักฐานอะไร

คำตอบ : การหักลดหย่อนเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมตามจำนวนที่จ่ายจริง ตามมาตรา 47(1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่เกินที่กฎหมายว่าด้วยประกันสังคมกำหนด ให้ผู้จ่ายเงินสมทบดังกล่าวใช้ใบเสร็จรับเงินที่ได้รับจากกองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม เป็นหลักฐานในการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้


3. ชื่อเรื่อง : จ่ายเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด

คำถาม : นาย ก. ได้จ่ายเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม จำนวน 10,000 บาท จะหักลดหย่อนได้ทั้งจำนวนหรือไม่

คำตอบ : เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม หักได้ตามจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงในปีภาษี ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ไม่เกินคนละ 9,000 บาท



4. ชื่อเรื่อง หลักเกณฑ์ การหักลดหย่อนเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม

คำถาม : การหักลดหย่อนเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ต้องมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง

คำตอบ : การหักลดหย่อนเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ให้หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม

กรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเงินสมทบของสามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมดังกล่าว ตามมาตรา 47(1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร



ค่าลดหย่อนเงินบริจาค 2560
หมวดค่าลดหย่อนเงินบริจาค

1 .ชื่อเรื่อง : บริจาคเงินให้วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นำมาหักลดหย่อนได้

คำถาม : กรณีบริจาคเงินให้วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ซึ่งไม่ใช่วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และจัดตั้งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ใบเสร็จรับเงินหรือใบอนุโมทนาบัตรที่ได้รับ สามารถนำมาหักลดหย่อนได้หรือไม่

คำตอบ : วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นพระอารามหลวงที่ตั้งอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง ไม่ใช่วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แต่เป็นวัดซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมการสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีในปี พ.ศ. 2325 ก่อนที่พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 จะมีผลบังคับใช้ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีลักษณะสำคัญตามประเพณีการสร้างพระอารามหลวงในเขตพระบรมมหาราชวัง คือ เป็นวัดที่มีแต่เขตพุทธาวาส ไม่มีเขตสังฆาวาสสำหรับพระสงฆ์จำพรรษา โดยมีพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และพระพุทธรูปสำคัญอื่นๆ และเป็นที่สำหรับพระสงฆ์ประกอบสังฆกรรมในพระราชพิธีต่างๆ รอบพระอุโบสถมีซุ้มเสมาเป็นเครื่องหมายปักเขตพระอุโบสถ ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของวิสุงคามสีมา ดังนั้น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จึงเป็นวัดที่เข้าลักษณะเป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ตามมาตรา 47(7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 ของประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) ผู้บริจาคที่ได้รับใบอนุโมทนาบัตรหรือใบเสร็จรับเงินที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามออกให้ จึงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ดังนี้

กรณีบุคคลธรรมดา บริจาคเงินให้แก่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสิทธินำเงินบริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เท่าจำนวนที่บริจาคแต่ต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือหลังจากได้หักลดหย่อน ตามมาตรา 47(1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว และต้องบริจาคเป็นเงินเท่านั้น
หากบริจาคเป็นทรัพย์สินให้แก่วัด ผู้บริจาคไม่มีสิทธินำมาลดหย่อนในการคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามมาตรา 47(7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร


2. ชื่อเรื่อง : กรณีบริจาคเงินให้สมาคมผู้ปกครองและครู หักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : นาย ก.บริจาคเงินสมทบทุนโครงการพัฒนาโรงเรียน เป็นเงิน 20,000 บาท จะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ ใบเสร็จรับเงินเลขที่ 0449 ลงวันที่ 8 เมษายน 2560 สมาคมผู้ปกครองและครู รายการพัฒนาอาคารสถานที่ การเรียนการสอน และสวัสดิการ หากสามารถนำมาหักภาษีได้ จะถือว่าเป็นเงินสนับสนุนการศึกษาหรือเงินบริจาค

คำตอบ : บริจาคเงินให้สมาคมผู้ปกครองและครูไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ เนื่องจากไม่ได้มีการประกาศให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล และไม่ถือเป็นเงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา



3..ชื่อเรื่อง : เอกสารหลักฐานในการบริจาคเงินหรือสิ่งของให้กับโรงเรียนต้องเป็นใบอนุโมทนาบัตรหรือไม่

คำถาม : ในการบริจาคสิ่งของหรือบริจาคเงินให้กับโรงเรียน โรงเรียนจะต้องออกเป็นหลักฐานอย่างไร

คำตอบ : โรงเรียนจะออกเป็นบันทึกหรือหนังสือใดๆที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้บริจาคเงินจากผู้ใด จำนวนเท่าใดและเมื่อใด ถือเป็นหลักฐานการบริจาคได้



4.ชื่อเรื่อง : บริจาคเงินในนามผู้มีเงินได้และคู่สมรส แต่คู่สมรสไม่มีเงินได้
คำถาม : เงินบริจาคในนามผู้มีเงินได้และคู่สมรส แต่คู่สมรสไม่มีเงินได้จะหักค่าลดหย่อนได้เต็มหรือไม่
คำตอบ : หักได้เฉพาะส่วนเฉลี่ยที่เป็นของผู้มีเงินได้



5.ชื่อเรื่อง : บริจาคเงินให้สำนักงานสงฆ์หักลดหย่อนไม่ได้
คำถาม : เงินบริจาคให้สำนักสงฆ์หักเงินบริจาคได้หรือไม่
คำตอบ : ถ้าสำนักสงฆ์ไม่มีสภาพเป็นวัด หักเงินบริจาคไม่ได้



6.ชื่อเรื่อง : บริจาคชุดนักเรียน และเครื่องเขียนให้โรงเรียน หักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : นาย ก บริจาคชุดนักเรียน และเครื่องเขียน รวมเป็นเงิน 20,000 บาทหักค่าลดหย่อนได้หรือไม่
คำตอบ : การหักลดหย่อนเงินบริจาคมีหลักเกณฑ์ว่าต้องบริจาคเป็นเงินเท่านั้น



7.ชื่อเรื่อง : บริจาคเงินให้กับวัดไทยในต่างประเทศ นำมาลดหย่อนไม่ได้
คำถาม : นาย ข. บริจาคเงินให้กับวัดไทยในประเทศอินเดีย จะนำมาลดหย่อนเงินบริจาคได้หรือไม่

คำตอบ : ไม่ได้ เนื่องจากวัดไทยในต่างประเทศไม่ได้จัตดั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505



8.ชื่อเรื่อง : บริจาคเงินให้กับโรงเรียนเอกชน สามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่า

คำถาม : นาย ค. บริจาคเงินให้กับโรงเรียนเอกชน เป็นเงินจำนวน 10,000 บาท หักลดหย่อนได้หรือไม่

คำตอบ : การบริจาคเงินให้กับสถานศึกษา สามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่า แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน



9. ชื่อเรื่อง : บริจาคเงินให้แก่กรมศิลปากร

คำถาม : นาย ง บริจาคเงินให้แก่กรมศิลปากร เพื่อสนับสนุนในการบำรุงรักษาและบูรณะโบราณสถาน โบราณวัตถุ นำใบเสร็จรับเงินจากการบริจาคไปหักค่าลดหย่อนในการคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีได้หรือไม่

คำตอบ : ไม่ได้ เนื่องจากกรมศิลปากรเป็นส่วนราชการ ไม่เข้าลักษณะเป็นสถานพยาบาล สถานศึกษาของทางราชการ องค์การหรือสถานสาธารณกุศล ตามมาตรา 47(7)(ก) และ (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้บริจาคจึงไม่มีสิทธินำเงินบริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
อนึ่ง หากบุคคลธรรมดาบริจาคเงินโดยตรงให้หอสมุด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ ของทางราชการ ก็มีสิทธินำเงินบริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ตามมาตรา 47(7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร



10. ชื่อเรื่อง : ค่าบำรุงการศึกษา/ค่าเทอม/ค่าเล่าเรียน หักลดหย่อนไม่ได้

คำถาม : นาย ฉ จ่ายค่าบำรุงการศึกษา/ค่าเทอม/ค่าเล่าเรียน นำใบเสร็จรับเงินที่ได้รับจากสถานศึกษาไปหักค่าลดหย่อนการบริจาคให้ 1 ได้ 2 ได้หรือไม่

คำตอบ : ไม่ได้ เนื่องจากการจ่ายเงินค่าบำรุงการศึกษา/ค่าเทอม/ค่าเล่าเรียน ไม่ใช่เป็นการบริจาค



11 .ชื่อเรื่อง : ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 แสดงความประสงค์บริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมืองแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้

คำถาม : นาย ก. ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 มีเงินภาษีต้องชำระ จำนวน 500 บาท แสดงความประสงค์บริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ต่อมาต้องการเปลี่ยนพรรคการเมืองที่ได้แสดงความประสงค์ไว้ สามารถยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 เพิ่มเติม เพื่อแจ้งความประสงค์บริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมืองใหม่ได้หรือไม่

คำตอบ : ไม่ได้ เมื่อผู้เสียภาษีแสดงเจตนาบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมืองใดแล้ว ห้ามเปลี่ยนแปลง ตามข้อ 1(2) ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 176)

อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียภาษียื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 ฉบับปกติ ไม่ได้แสดงเจตนาบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมืองใด ต่อมาผู้เสียภาษีมีความประสงค์จะแสดงเจตนาบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมือง ผู้เสียภาษีสามารถยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 เพิ่มเติม เพื่อแจ้งความประสงค์บริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมืองได้



ค่าลดหย่อนน้ำท่วม 2560
หมวดค่าลดหย่อนน้ำท่วม

1 .ชื่อเรื่อง : บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 หักค่าลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของเงินบริจาค

คำถาม : นาย ก. บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนเงินบริจาคมีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำตอบ : ผู้บริจาคสามารถนำเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินที่ได้บริจาคระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 มาหักเป็นค่าลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีได้ 1.5 เท่า โดย
1. เป็นการบริจาคให้แก่ผู้รับบริจาคที่เป็น
- ส่วนราชการ มูลนิธิ องค์การหรือสถานสาธารณกุศลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
- ตัวแทนรับบริจาคที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ที่ได้ขึ้นทะเบียนแจ้งขอเป็นตัวแทนรับบริจาคกับกรมสรรพากร เช่น สถานีโทรทัศน์ หรือสถานีวิทยุ
ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ต้องการเป็นตัวแทนรับเงิน ทรัพย์สิน หรือสินค้าที่บริจาค เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้น ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเงินได้ ทรัพย์สิน หรือสินค้าที่บริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย หรือภัยธรรมชาติอื่น ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป โดยมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เป็นตัวแทนรับเงิน ทรัพย์สิน หรือสินค้าที่บริจาค เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้น
2. ผู้บริจาคมีสิทธิหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายดังนี้
- บุคคลธรรมดาที่บริจาคเงิน สามารถนำจำนวนเงินดังกล่าวไปหักลดหย่อนในการคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ 1.5 เท่า แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคอื่นแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมิน หลังหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อน และใช้สำหรับการหักลดหย่อนของปีภาษี 2560 ที่จะต้องยื่นรายการ ภายในเดือนมกราคม - มีนาคม 2561
3. หลักฐานการรับบริจาค ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560
- หลักฐานการรับเงิน หรือทรัพย์สิน ที่มีข้อความระบุว่าเป็นโครงการหรือเป็นการบริจาค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยอาจระบุช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัยไว้ด้วย
- หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในช่วงระยะเวลาที่เกิดอุทกภัย ซึ่งพิสูจน์ผู้โอน และผู้รับโอนได้



2 .ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนค่าซ่อมแซมบ้าน กรณีผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้

คำถาม : นาย ข. ได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมบ้าน จากเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนค่าซ่อมแซมบ้าน มีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำตอบ : ลดหย่อนภาษีค่าซ่อมบ้านที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม โดยมีรายละเอียดดังนี้
กรณีซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์
ให้ผู้มีเงินได้สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีสำหรับจำนวนเงินที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร หรือที่อยู่ในเขตอาคาร หรือห้องชุดในอาคารชุด หรือทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งติดกับตัวอาคารหรือในเขตอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุด ซึ่งได้รับ ความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 และ วันที่ 5 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2560 และอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย ทั้งนี้ ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยต้องมีการจ่ายค่าซ่อมภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2560
ตัวอย่างเช่น
(1) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร เช่น ค่าสีทาบ้าน ห้องชุดในอาคารชุด หรือตึกแถว ค่ากระเบื้อง ค่าฝ้าเพดาน ค่าหลังคา ค่าอิฐ ค่าปูน ที่ใช้ในการซ่อมแซม และค่าแรงในการซ่อมแซม
(2) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งติดกับตัวอาคารหรือห้องชุด เช่น ค่าซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ built-in
(3) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งติดอยู่ในเขตอาคาร เช่น ค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมรั้ว ประตูรั้ว กำแพง โรงรถ สระว่ายน้ำ บ่อเลี้ยงปลา รวมทั้งค่าแรง



3 ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนค่าซ่อมแซมรถ กรณีผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้

คำถาม : นาย ค. ได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมรถยนต์ จากเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนค่าซ่อมแซมรถยนต์ มีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำตอบ : ลดหย่อนภาษีค่าซ่อมรถที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม โดยมีรายละเอียดดังนี้
กรณีซ่อมแซมรถ
ให้ผู้มีเงินได้สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีสำหรับจำนวนเงินที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถ หรืออุปกรณ์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในรถ ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 2560 และ วันที่ 5 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2560 และอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย ทั้งนี้ ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท โดยต้องมีการจ่ายค่าซ่อมภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2560

ตัวอย่างเช่น ค่าซ่อมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ค่าซ่อมตัวเครื่องยนต์ ค่าซ่อมแซมสีรถ เบาะรถ ล้อรถ ระบบแอร์ในรถ หรืออุปกรณ์ที่ติดกับตัวรถซึ่งเสียหายจากการถูกน้ำท่วม โดยรถนั้นจะต้องเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก

ทั้งนี้ ค่าซ่อมแซมบ้านและค่าซ่อมแซมรถดังกล่าวที่จ่ายในปี 2560 ให้ใช้สำหรับการคำนวณเสียภาษีเพื่อ ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปีภาษี 2560 ที่จะต้องยื่นรายการภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 ให้ผู้เสียภาษีเก็บเอกสารการจ่ายเงินค่าซ่อมเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นรายการเพื่อเสียภาษีด้วย



4 .ชื่อเรื่อง : ค่าซ่อมแซมบ้านหักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

คำถาม : นาย ค. ได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมบ้านให้แก่ นาย ง เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท เมื่อเดือนเมษายน 2560 ให้แก่นาย บ. ไม่มีหลักฐานใบเสร็จ จะหักลดหย่อนได้หรือไม่

คำตอบ : นาย ค. สามารถลดหย่อนค่าซ่อมแซมบ้านได้ มีหลักเกณฑ์ดังนี้

ทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 2560 และ วันที่ 5 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2560 และอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย
2 ผู้มีเงินได้ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้เช่า หรือผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ใช้ประกอบกิจการ หรือใช้ประโยชน์อื่น
3 ในกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินมากกว่าหนึ่งแห่ง ให้รวมคำนวณค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรือวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินทุกแห่งเข้าด้วยกัน
ต้องมีเอกสารการจ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่แสดงชื่อพร้อมที่อยู่และลายมือชื่อของผู้รับเงิน ชื่อของผู้จ่ายเงิน วัน เดือน ปี ที่จ่าย รายการที่จ่าย และจำนวนเงินที่จ่าย หรือ หลักฐานอื่นที่พิสูจน์หรือแสดงได้ว่าผู้มีเงินได้ได้เป็นผู้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินนั้น



5 .ชื่อเรื่อง : ค่าซ่อมแซมรถยนต์หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายแต่ไม่เกิน 30,000 บาท

คำถาม : นาย ช. ได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมรถยนต์ให้แก่ นาย ง เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท เมื่อเดือนเมษายน 2560 ให้แก่นาย ฌ. ไม่มีหลักฐานใบเสร็จ จะหักลดหย่อนได้หรือไม่

คำตอบ : นาย ช. สามารถลดหย่อนค่าซ่อมแซมรถยนต์ได้หากได้มีการจ่ายค่าซ่อมรถยนต์ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 และ วันที่ 5 กรกฎาคม ถึง 31 ธันวาคม 2560 ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท มีหลักเกณฑ์ดังนี้

รถหรืออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในรถนั้นเสียหายจากการถูกน้ำท่วมเนื่องจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 2560 และ วันที่ 5 กรกฎาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560
2 ผู้มีเงินได้ได้ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้เช่าซื้อรถยนต์นั้น
3 ในกรณีผู้มีเงินได้ได้จ่ายค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถหรืออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในรถมากกว่าหนึ่งคัน ให้รวมคำนวณค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถทุกคันเข้าด้วยกัน

ต้องมีเอกสารการจ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่แสดงชื่อพร้อมที่อยู่และลายมือชื่อของผู้รับเงิน ชื่อของผู้จ่ายเงิน วัน เดือน ปี ที่จ่าย รายการที่จ่าย และจำนวนเงินที่จ่าย หรือ หลักฐานอื่นที่พิสูจน์หรือแสดงได้ว่าผู้มีเงินได้ได้เป็นผู้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินนั้น
Advertisement

17/01/2018 730 views

ซื้อขายรถบ้าน.com
Advertisement
 
 10 ลำดับกระทู้ยอดนิยม

บัญชีเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญ และข้าราชการสภาสามัญ บัญชีเงินเดือ...
1,112,740
วิธีเช็คว่ามีใครเข้ามาดู facebook เราบ่อยที่สุด 10 อันดับแรก!!...
903,700
บัญชีเงินเดือนข้าราชการครู 2558 ถึง ปัจจุบัน ใหม่ล่าสุด...
675,809
การประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เต็มยศ (บุรุษ, สตรี) เครื่องหมายอินทรธนู...
531,436
รายชื่อ 77 จังหวัดในประเทศไทย แบ่งตามภาค...
494,580
ฐานคำนวณเงินเดือนข้าราชการพลเรือน 2560...
450,808
วิธีแทรกเครื่องหมายถูกใน word, excel 2007, 2010...
435,604
บัญชีเงินเดือนข้าราชการทหารใหม่ 2558 ถึง ปัจจุบัน...
420,254
ฐานคำนวณเงินเดือนข้าราชการพลเรือน 2559...
402,466
บัญชีเงินเดือนข้าราชการตำรวจใหม่ 2558 ถึง ปัจจุบัน...
264,859
ดูเพิ่มเติม
 5 ลำดับมาใหม่
ดวงกับดาวประจำวันที่ 20-26 ส.ค. 2561...
170
สัญญาณที่กำลังบอกว่า “เบรค” รถของคุณกำลังมีปัญหา...
27
หลักเกณฑ์และวิธีการโอนพนักงานส่วนท้องถิ่นและข้าราชการอื่น ซึ่งเป็นผู้ส...
45
หลักเกณฑ์และวิธีการเปลี่ยนตำแหน่ง การย้าย และการโอนข้าราชการครูและบุคล...
140
รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ ส่งเสริมพร้อมสนับสนุนโครงการพัฒนาครูรูปแบบ...
98
ดูเพิ่มเติม


  English

TOEIC กับ การขึ้นเงินเดือน
GED VS กศน ไทย (สอบเทียบไทย)
แนะนำที่เรียน IELTS ยอดนิยม ของ เด็กอินเตอร์
TOEIC
chulatutor
จุฬาติวเตอร์
 บทความที่คล้ายกัน
หัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล "เรียนอาชีวะ มีงานทำ!"...

21
มท.2 เน้นย้ำกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างมีศักดิ์ศรี ซื่อส...

44
กสร.อนุมัติเงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ แก้หนี้นอกระบบ...

137
มติคณะรัฐมนตรี 31 ส.ค. 2561 มาตรการลดภาระหนี้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้เกษ...

192
ออมสิน เชิญชวนช่วยเพื่อนบ้านชาวลาวที่ประสบภัยเขื่อนทรุด-น้ำไหลบ่าท่วม ...

199
“บิ๊กอู๋” ลงพื้นที่นครพนม มุ่งพัฒนาระบบ ตรวจเยี่ยมผู้ประกันตน พร้อมสร้...

76
ออมสิน แก้ไขปัญหาหนี้สินครู เพื่อช่วยเหลือครู...

253
สรุป พระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การป...

172
รัฐบาลจัดงานเฉลิมพระเกียรติ ในหลวง รัชกาลที่ 10 - วันอาสาฬหบูชาและเข้า...

98
นายกฯ แสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียและครอบครัว 3 เหตุการณ์ สั่งกองทัพดูแ...

240
ร้านค้ารายย่อยแห่สมัครเข้าร่วมโครงการใช้มือถือรับชำระเงินจากผู้ถือบัตร...

234
คลังออกกฎยกเว้นภาษีฝากครรภ์-คลอดบุตร จูงใจคนไทยมีลูกมากขึ้น...

203

ดูเพิ่มเติม
สอบดีดอทเน็ต เว็บสอบราชการ ความรู้งานราชการ เว็บไซต์นี้เหมาะกับ google chrome browser google chrome
© copyright sorbdee.net 2018 | ติดต่อเรา